ทหาร เรียก ‘2 อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด’ เข้าค่าย เซ็นบันทึก ห้ามแจกขันแดง

ภาพจาก มทบ.27

ทหาร เรียก “นิรมิต-นิรันดร์อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้ารายงานตัวค่าย มทบ.27 หลังยึดขันแดงจากชาวบ้านร้อยเอ็ด จำนวน 400 ใบ ให้เซ็นบันทึกข้อตกลงไม่ให้ขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/59…

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 เม.ย.59 พล.ต.สถาภรณ์ ใบพลูทอง ผบ.มทบ.27 ในฐานะ ผบ.กกล.รส.จ.ร้อยเอ็ด ได้เชิญ นายนิรมิต สุจารี อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 3 พรรคเพื่อไทย และ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 4 พรรคเพื่อไทย เข้ารายงานตัวที่ มทบ.27 ค่ายประเสริฐสงคราม ต.เหนือเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด เพื่อบันทึกเงื่อนไข กรณีเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.โคกสว่าง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยทหาร ชพท.มทบ.27 และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.โพนทอง ได้อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 13/59 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือ บ่อนทำลายเศรษฐกิจสังคมของประเทศฯ เข้ายึดขันพลาสติกสีแดง มีข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง พร้อมอวยพรวันสงกรานต์ จากชาวบ้านใน อ.โพนทอง จำนวน 2 คน จำนวน 400 ใบ

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ผบ.มทบ.27 จึงขอให้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทั้ง 2 คน ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในพื้นที่ อ.โพนทอง อ.เสลภูมิ และ อ.หนองพอก ไม่ให้ยุยงปลุกปั่นชาวบ้านทางด้านการเมือง หากฝ่าฝืนกระทำการโดยเปิดเผย หรืออยู่เบื้องหลัง อาจเข้าข่ายผิดตามกฎหมายอาญา ม.116 โดยปรากฏว่าอดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ทั้ง 2 คน ยินดีให้ความร่วมมือตามเงื่อนไขทุกประการ หลังจากพากันลงนามบันทึกข้อตกลงในเงื่อนไขแล้ว จึงเดินทางกลับบ้าน.

ที่มา>>>Thairath

‘ราชันชุดขาว’ เล็งทาบ ‘มูรินโญ’ คืนถิ่น หากปิ๋ว ชปล.

“ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด อาจมาดึง โชเซ มูรินโญ กลับมาคุมบังเหียนในถิ่น ซานติอาโก เบอร์นาบิว อีกครั้ง หากทีมมีอันต้องร่วงในถ้วยบิ๊กเอียร์รอบ 8 ทีม หลังบุกพ่ายหมาป่าเมืองเบียร์ไปก่อน ในเลกแรก 2-0…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 8 เม.ย. ว่า “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลาลีกา สเปน กำลังจับตาดูสถานการณ์ของ ‘เดอะ สเปเชียลวัน’ โชเซ มูรินโญ เพื่อจับตาดูสถานการณ์และอาจโน้มน้าวใจให้อดีตกุนซือรายนี้กลับมาคุมทีมอีกครั้งเป็นคำรบที่สอง หากทีมต้องตกรอบ ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หลังบุกไปพ่าย ‘หมาป่าเมืองเบียร์’ โวล์ฟบวร์ก ไปก่อนในเกมแรก 2-0

โค้ชชาวโปรตุกีส ถูก เรอัล มาดริด ไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2013 ซึ่งตอนนี้กำลังว่างงานอยู่ หลังถูกเชลซีปลดออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเจ้าตัวมีข่าวเชื่อมโยงอย่างหนักกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางกระแสข่าวที่ลือให้แซ่ดว่า หลุยส์ ฟานกัล จะถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือผีแดงหลังจบฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ดีล่าสุด ฟลอเลติโน เปเรซ ประธานราชันชุดขาว กำลังพิจารณาดึงเฮียเครียดมาร่วมทีมอย่างจริงจัง หลังจากที่ทีมกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมต่อการตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังบุกไปพ่าย โวล์ฟบวร์ก ที่โฟล์คสวาเกน อารีนา 2-0

สำหรับ มูรินโญ ตกเป็นข่าวปฏิเสธโอกาสที่จะเข้ามาคุมทีมต่อจากราฟาเอล เบนิเตซ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะตัวเขาหมายมั่นปั้นมือที่จะได้ไปคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ถึงอย่างไรล่าสุดตัวเขาเริ่มไม่แน่ใจ หลังมีกระแสข่าวลือออกมาว่า ผีแดง อาจให้โอกาสหลุยส์ ฟานกัล คุมทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า หากสามารถนำทีมจบอันดับ 4 ไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปีหน้าได้.

ที่มา>>>Thairath

‘ปูติน’ ปัดเพื่อนไม่ได้ทำผิด ชี้! ตะวันตกใช้ ‘เอกสารปานามา’ บ่อนทำลายรัสเซีย

(ภาพ: AP)
วลาดิเมียร์ ปูติน ออกมาปกป้องเพื่อนที่ถูกเอกสารปานามากล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และกล่าวหาชาติตะวันตกว่ากำลังใช้เอกสารนี้เพื่อทำลายรัสเซีย…
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งประเทศรัสเซีย ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการรั่วไหลของ ‘เอกสารปานามา‘ (ปานามาเปเปอร์ส) เป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี โดยปฏิเสธว่าคนสนิทของเขาไม่ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาในเอกสารดังกล่าว และระบุด้วยว่า ศัตรูของเขากำลังใช้ประเด็นนี้ในการบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัสเซีย
ทั้งนี้ ‘เอกสารปานามา’ ของบริษัทกฎหมาย ‘มอสแซค ฟอนเซกา’ ในปานามา ถือเป็นการแฉเอกสารลับครั้งใหญ่สุดในโลก เพราะมีจำนวนถึง 11.5 ล้านชิ้น ที่หลุดรอดออกมาจากบริษัทกฎหมายในปานามาแห่งนี้ โดยอ้างว่า ได้เปิดเผยให้เห็นถึงกลวิธีในการที่บริษัทมอนแซค ฟอนเซกาช่วยผู้นำประเทศ หรืออดีตผู้นำ ตลอดจนบรรดานักการเมือง เจ้าหน้าที่ทางการ คนร่ำรวยที่มีอิทธิพลทั่วโลกหลายสิบคน ฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี และซุกซ่อนทรัพย์สินในต่างประเทศ
เอกสารลับยังเปิดเผยวิธีการบริหารของ แบงก์ รอสซิยา ในรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยธนาคารนี้โยกย้ายเงินผ่านบริษัทต่างประเทศหลายแห่ง และ 2 แห่งในนี้เป็นของ เซอร์เก โรลดูกิน หนึ่งในเพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปูติน รวมทั้งเป็นพ่อทูนหัวของ มาเรีย ลูกสาวของนายปูตินด้วย ซึ่งในเอกสารระบุว่า นายโรลดูกินทำกำไรมูลค่าหลายล้านดอลลาร์จากข้อตกลงที่น่าสงสัย
อย่างไรก็ตาม นายปูตินออกมาโต้แย้งผ่านรายการสดทางโทรทัศน์ว่า “ศัตรูในชาติตะวันตกของรัสเซียรู้สึกกังวลในความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวของรัสเซีย และนี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาพยายามจะสั่นคลอนเราจากภายใน เพื่อให้รัสเซียมีท่าทีที่อ่อนน้อมมากขึ้น” ปูตินยังกล่าวหาด้วยว่า ศัตรูของนายปูตินไม่สามารถไม่หาชื่อของเขาใน เอกสารปานามา ได้ พวกเขาจึงสร้างข้อมูลขึ้นมา
“พวกเขาพบชื่อผู้ช่วยและคนรู้จักของผม 2-3 คน และแต่งเรื่องขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน” นายปูตินกล่าว
นอกจากนี้ นายปูตินยังอ้างถึงข้อความที่เว็บไซต์วิกิลีกส์ทวีตลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ซึ่งกล่าวหาหน่วยงานในรัฐบาลสหรัฐฯ คือ โครงการรายงานการคอร์รัปชันและองค์กรอาชญากรรม (OCCRP) และ องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAid) เป็นผู้ออกเงินทุนและผลิตเอกสารปานามา เพื่อโจมตีนายปูติน.
ที่มา>>>Thairath

รปภ.ชัยภูมิ จับได้เมียมีชายอื่น ขอร้องไม่ยอมเลิก โมโหไม้หน้าสามฟาดดับ

หนุ่มใหญ่ รปภ.ชัยภูมิ ทะเลาะภรรยาหลังรู้ว่าแอบคบชายอื่นลับหลังนานกว่า 4 เดือน ขอร้องให้เลิกแต่ไม่ยอม คว้าไม้หน้าสามกระหน่ำฟาดศีรษะจนล้ม และเสียชีวิตที่ รพ.

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 59 พ.ต.ท.มนูญ พูนจันอัด สว.สส.สภ.เมืองชัยภูมิ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพ อบต.ห้วยต้อน กู้ชีพ รพ.ชัยภูมิ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีคนถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ รพ. จึงรุดไปตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิตทราบชื่อ น.ส.บังอร จันดารา อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 ม.16 ต.ยางหวาย อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ สภาพถูกทุบศีรษะด้วยของแข็งจนยุบหลายแผล จึงรายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ
ต่อมา พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผกก.สภ.เมืองชัยภูมิ จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.รัตนสุข คำวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองชัยภูมิ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่บ้านเกิดเหตุใน ต.ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านของ นายประดิษฐ์ แสนสุข อายุ 57 ปี สามีผู้เสียชีวิต นั่งรอมอบตัวอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองชัยภูมิ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงยอมรับสารภาพว่าเป็นคนทำร้ายภรรยาจนเสียชีวิต
นายประดิษฐ์ กล่าวว่า หลังจากมาเป็น รปภ. รพ.แห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ ได้กว่า 6 เดือน จึงมาเช่าห้องอยู่ลำพัง โดยให้ภรรยาอยู่กับลูกๆ และญาติที่บ้านเกิดเหตุ ซึ่งสาเหตุมาจากได้ยินข่าวว่าภรรยาแอบคุยโทรศัพท์กับชายอื่นมานานกว่า 4 เดือน และคิดที่จะหนีไปอยู่ด้วยกัน จึงมาถามและขอร้องว่าอย่าไป เพราะรักภรรยามาก ได้เงินมาก็ให้ภรรยาหมด แต่ภรรยาไม่ยอมจึงมีปากเสียงกันรุนแรง ก่อนที่จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ คว้าไม้หน้าสามตีที่เหนือคิ้วซ้ายและบริเวณศีรษะอีกหลายครั้ง จนภรรยาล้มลง และทราบอีกครั้งว่าเสียชีวิตที่ รพ.ชัยภูมิ ดังกล่าว
ทั้งนี้ ขณะสอบสวนอยู่มีสายเรียกเข้าจากชายลึกลับขอสายภรรยา จึงแกล้งว่าเป็นหลานบอกว่าผู้ตายไม่อยู่ เมื่อถามว่าเป็นใคร ชายคนดังกล่าวบอกว่าชื่อ นายเตี้ย มีอาชีพขับรถพ่วงอยู่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นชายที่ภรรยาแอบคบหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายประดิษฐ์ นำไปส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป.
ที่มา>>>Thairath

หนุ่มใหญ่แวะกินเตี๋ยวอิ่มจัด ขึ้นรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำ หลับไม่ตื่น

หนุ่มใหญ่แวะกินก๋วยเตี๋ยวจนอิ่มจัด ขึ้นรถกระบะสตาร์ตเครื่องยนต์ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ปรับเบาะเอนนอนหวังพัก แต่หลับไม่ฟื้น เสียชีวิตปริศนาคาลานจอดรถโรงแรมดังภูเก็ต คาดกินอิ่มแล้วนอน-ก๊าซพิษควันท่อและเครื่องยนต์ ทำขาดอากาศหายใจ

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 6 เม.ย. ร.ต.ท.สุนันท์ เพชรหนู รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนนอนแน่นิ่งอยู่ภายในรถกระบะโตโยต้าวีโก้ ตอนครึ่งสีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บน 8855 ภูเก็ต ที่ประตูรถด้านคนนั่งติดสติกเกอร์ White Water Rafting และที่ประตูด้านคนขับติดสติกเกอร์ Khao Sok Safari Resort จอดสตาร์ตเครื่องยนต์อยู่บริเวณลานจอดรถโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน ถนนเยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง คาดว่าอาจเสียชีวิตแล้ว จึงพร้อมด้วยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะคันดังกล่าวจอดอยู่ในช่องจอด โดยสตาร์ตเครื่องยนต์อยู่ ที่เบาะคนขับปรับเอนนอน พบร่างชายสูงอายุ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวถลกเสื้อเหนือพุง นุ่งกางเกงขาสามส่วนสีครีม ใส่เข็มขัดหนังสีน้ำตาลนอนแน่นิ่งอยู่ หน่วยกู้ภัยจึงเปิดประตูตรวจสอบ พบภายในรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ปรากฏว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว ทราบชื่อคือ นายธนกฤต สิทธาคม อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/46 หมู่ 6 ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย ภายในรถไม่พบร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สิน เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ชม.เนื่องจากที่ใบหน้าเริ่มมีสีคล้ำแล้ว จากนั้นได้มอบศพให้มูลนิธิศพส่งชันสูตรที่ รพ.วชิระภูเก็ตเพื่อให้แพทย์หาสาเหตุการตายที่แน่ชัด

สอบสวนทราบว่า นายธนกฤต มักมากินก๋วยเตี๋ยวบริเวณใกล้เคียงลานจอดรถอยู่เป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุก็เช่นกัน นายธนกฤตได้ไปหาหมอ เพื่อเช็กร่างกาย จากนั้นได้แวะมาทานก๋วยเตี๋ยว และเมื่อทานเสร็จได้เดินขึ้นรถกระบะคันดังกล่าวที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของโรงแรมและสตาร์ตรถ เปิดแอร์ จนกระทั่งภายไปราว 1 ชม.คนในละแวกใกล้เคียงเห็นว่าทำไมรถของนายธนกฤต ยังไม่เคลื่อนตัวออกจากลานจอด จึงเดินมาดู ปรากฏว่าพบนายธนกฤตนอนแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ที่เบาะคนขับที่ถูกปรับเอนนอน

จากนั้นจึงรีบโทรแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาตรวจสอบ จนกระทั่งพบกลายเป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในรถ เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากโรคประจำตัวหรืออาจกินจนอิ่มแล้วนอน ทำให้หายใจไม่ออกหรือหายใจไม่ทัน รวมไปถึงก๊าซพิษจากห้องเครื่องยนต์และท่อไอเสียของรถรั่วไหลเข้ามาภายในรถ ทำสูดดมเข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้เสียชีวิต อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

จับโจรสาวแม่ลูกดก! เพิ่งคลอดคนที่ 6 ก่อเหตุถี่ยิบ อ้างหาเงินเลี้ยงลูก

ตำรวจหัวหินตามจับโจรสาวแม่ลูกดก มีอยู่แล้ว 5 เพิ่งคลอดคนที่ 6 ก่อเหตุลักทรัพย์ตามร้านค้าทั่วเมือง ลงมือถี่ยิบตั้งแต่ท้องอ่อนๆ ยันคลอดแล้วก็ยังก่อเหตุไม่หยุด อ้างไม่มีเงินเลี้ยงลูก เจ้าทุกข์รุมชี้ตัวเพียบ…

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 เม.ย. 59 พ.ต.อ.ไชยกร ศรีหล้าเดโช ผกก.สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำตัวน.ส.สุกัญญา หรือโอ สุพรรณยศ อายุ 29 ปี อดีตพนักงานร้านบาร์เบียร์ ซอยหัวหิน 88 เขตเทศบาลเมืองหัวหิน อยู่บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ 4 ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่ลานหน้า สภ.หัวหิน ในข้อหา ลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือรับของโจร

พ.ต.อ.ไชยกร กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งมีเหตุลักทรัพย์ที่ร้านครัวคุณต้อย ซอยหม่อนไหม ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน และเจ้าของร้านสามารถจับกุมตัวคนร้ายไว้ได้ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปควบคุมตัวมาสอบสวน ทราบว่าชื่อ น.ส.สุกัญญา หรือโอ สุพรรณยศ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

ทั้งนี้ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ น.ส.สุกัญญา ได้ขับรถยนต์ทำทีเข้าไปสั่งอาหารที่ร้านดังกล่าวจำนวนมากเพื่อนำกลับไปที่บ้าน เจ้าของร้านพบว่ามีวัตถุดิบไม่พอ จึงออกไปซื้อที่ตลาด เมื่อปรุงอาหารเสร็จผู้ต้องหาอ้างว่าจะไปเอาเงินที่รถ แต่เจ้าของร้านเอะใจตรวจสอบกระเป๋าเงินที่วางไว้ที่โต๊ะคิดเงินพบว่าหายไป จึงตามไปค้นที่ตัวผู้ต้องหา จนพบกระเป๋าเงินดังกล่าว

“เมื่อนำตัวผู้ต้องหามาทำการขยายผลให้การรับสารภาพว่า ได้เริ่มลงมือก่อเหตุลักทรัพย์ในลักษณะดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ค. 58 เป็นต้นมา ขณะนั้นผู้ต้องหาเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์อ่อนๆ จนท้องแก่ก็ยังคงก่อเหตุต่อเนื่องจนคลอด และหลังคลอดเมื่อราวเดือน ก.พ. 59 เมื่อร่างกายสมบูรณ์ดี จึงเริ่มลงมือก่อเหตุอีกครั้งจนมาถูกจับได้ดังกล่าว โดยมียอดเงินที่ น.ส.สุกัญญา ลักได้ไปเป็นเงินกว่า 1 แสนบาท” พ.ต.อ.ไชยกร กล่าว ซึ่งขณะแถลงข่าวได้มีเจ้าทุกข์จำนวนมากมารุมชี้ตัวผู้ต้องหา

ทางด้าน น.ส.สุกัญญา หรือโอ สุพรรณยศ ผู้ต้องหา เปิดเผยว่า ตนมีลูกอยู่แล้ว 5 คน ไม่มีเงินส่งเสียทั้งค่าเล่าเรียนและเลี้ยงดู ประกอบกับทำงานเป็นพนักงานร้านบาร์เบียร์ในเขตหัวหิน รายได้ไม่พอ ขณะเริ่มตั้งครรภ์อ่อนๆ ลูกคนที่ 6 ตนคิดไม่ตกว่าจะหาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูลูกทั้งหมด จึงวางแผนลักทรัพย์ตามร้านค้าต่างๆ ในเขตหัวหิน คือ ร้านขายไก่ทอดหน้าโรงเรียนเทศบาลบ้านบ่อฝ้าย ร้านขายแตงโม หน้าร้านแฟมิลี่มาร์ท บ่อฝ้าย ร้านขายทุเรียน ขายเงาะ หน้าโรงเรียนหัวหิน ร้านขายผลไม้หน้าโรงเรียนหัวหิน ร้านขายผลไม้หน้าวัดหนองขอน ร้านขายข้าวหลามหน้าวัดหนองขอน และร้านขายผลไม้หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาหนองแก อาศัยช่วงที่เจ้าของร้านเผลอ จะเข้าไปล้วงกระเป๋าเงินหลบหนีไป โดยเงินส่วนใหญ่นำไปซื้ออาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน และค่าเล่าเรียนของลูกๆ หากติดคุกก็ต้องนำลูกทั้งหมดไปให้แม่ของตนเลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ทาง พ.ต.อ.ไชยกร ได้กล่าวอีกว่า หากผู้ใดเคยถูกผู้ต้องหาก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว สามารถมาแจ้งความได้ที่ สภ.หัวหิน เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมได้ ซึ่งคาดว่ายังมีอีกหลายราย.

ที่มา>>>Thairath

ศพยัดกระเป๋า ไม่ใช่ฆาตกรรม

“ศานิตย์” รรท.ผบช.น. เผยกระเป๋ายัดศพชายนิรนามทิ้งคลองโอ่งอ่าง ยี่ห้อโบเดียม ผลิตในเมืองไทย สอบคนขายแล้ว พบผู้ต้องสงสัยมาซื้อ 2 ใบ สั่งสเกตช์ภาพจับกุม คนตายเป็นชาวเอเชียกลางบอกชื่อไม่ได้ คาดจุดทิ้งไม่เกิน 1 กม. ให้ตรวจที่พักชาวต่างชาติทั้งหมด ด้านนิติเวชฯระบุศพที่พบเสียชีวิตจากกลืนถุงยางอนามัยใส่ยาไอซ์ก่อนปริแตกกระจายเข้าสู่ร่างกายเกินขนาด ส่วนรอยบาดแผลที่เกิดขึ้นโดนสัตว์แทะหลังจากโยนทิ้งน้ำ

กรณีพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชียถูกฆ่ายัดอยู่ในกระเป๋าสีดำใบใหญ่ ลอยอยู่ในคลองโอ่งอ่าง ใกล้แยกสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กทม. ภายหลังชันสูตรศพพบยาไอซ์ในท้องและทวารหนัก รวม 58 ก้อน มี 1 ก้อนแตกจากห่อในกระเพาะอาหาร โดยรอผลตรวจยาเสพติดในกระแสเลือดว่าก้อนยาไอซ์แตกในท้องก่อนหรือหลังการเสียชีวิต เชื่อเป็นพวกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ สันนิษฐานช็อกยาตายเพราะถุงแตกระหว่างลอบลำเลียง ตั้งสมมติฐานจุดทิ้งศพไว้ประมาณ 3-4 จุด ในละแวกใกล้เคียง

ความคืบหน้าที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เม.ย. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น. และ ผกก.สส.บก.น.1-9 เข้าร่วมประชุมติดตามคดีพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชียถูกยัดกระเป๋าโยนทิ้งคลองโอ่งอ่าง พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า จะต้องระบุผู้เสียชีวิตให้ได้ก่อนเป็นใคร โดยประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สตม. ป.ป.ส. บช.ปส. และ บก.ทท. เมื่อรู้ว่าผู้ตายเป็นใครจะสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายได้ ส่วนจุดทิ้งศพมีประมาณ 3-4 จุด แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ เรื่องบาดแผลและผลการ ผ่าพิสูจน์ศพทั้งหมด คาดว่าจะทราบผล 1-2 วันนี้ ได้สอบปากคำพยานที่พบศพ 2-3 รายแล้ว

“เชื่อว่าจากสิ่งที่พบในลำไส้ เป็นสาเหตุการเสียชีวิต ไม่น่าจะเกิดจากการฆาตกรรม แต่อาจเกิดจากกลืนสิ่งแปลกปลอมหรือยาเสพติดลงไป เพื่อหลบหลีกเจ้าหน้าที่ขณะลำเลียงยาเสพติด วิธีนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว มีเสียชีวิตบ้างแต่ไม่บ่อยนัก หากทราบว่าผู้ตายเป็นใคร จะทำให้สืบทราบรู้ว่าอยู่กลุ่มขบวนการใดให้ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมรวมถึงจุดที่คนร้ายนำศพไปทิ้ง” รรท.ผบช.น.กล่าว

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวเพิ่มเติมหลังใช้เวลาประชุม 3 ชั่วโมง ว่า คดีมีความคืบหน้าไปมาก ได้ส่งลายนิ้วมือของผู้ตายไปตรวจสอบแต่ไม่สามารถเปิดเผยสัญชาติได้เนื่องจากไม่อยากให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บอกได้เพียงเป็นประเทศที่อยู่ในเอเชียกลาง จากการตรวจสอบพบว่ากระเป๋าใส่ศพยี่ห้อโบเดียม (bodium) ผลิตในประเทศไทย ได้สอบปากคำเจ้าของร้านกระเป๋าที่ขายให้กับผู้ต้องสงสัยทราบว่าผู้ต้องสงสัยมาซื้อกระเป๋ายี่ห้อดังกล่าว 2 ใบ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีผู้ร่วม ขบวนการมากกว่า 2 คน คาดว่ายังอยู่ในประเทศไทย

ขณะที่ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. กล่าวว่า มีการตรวจสอบทิศทางของกระแสน้ำบริเวณจุดพบศพชาวเอเชียพบว่าก่อนเกิดเหตุและวันที่พบศพประตูน้ำไม่ได้เปิดไว้ ดังนั้น การไหลของน้ำจึงไม่แรงมาก คาดว่าจุดพบศพอยู่ไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากจุดทิ้ง ทั้งนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ได้สั่งการให้มีการ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่พักทั้งหมดที่คาดว่าจะมีชาวต่างชาติพักอาศัย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสเกตช์ภาพผู้ต้องสงสัยที่มาซื้อกระเป๋าเพื่อสืบสวนจับกุมต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.นต. เปิดเผยว่า จากการผ่าชันสูตรศพพบยาไอซ์ในกระเพาะและลำไส้ของผู้เสียชีวิต บรรจุภายในถุงยางอนามัยขนาดเล็ก 55 ก้อน และขนาดใหญ่ 3 ก้อน มี 1 ก้อน ฉีกขาด น่าจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนบาดแผลที่พบบริเวณลำตัว แขน และคอไม่ได้เกิดจากของมีคมหรือการกระทำของมนุษย์ แต่เป็นรอยขีดข่วน ของสัตว์กินซากที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เนื่องจากบาดแผลที่พบเกิดหลังการตายแล้วหลายวัน นอกจากนี้ สถาบันนิติเวชฯได้เก็บลายนิ้วมือของผู้เสียชีวิตส่งให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลางนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ระยะเวลา 3-4 วันที่ผ่านมา เพื่อหาให้ได้ว่าศพที่พบ คือใคร พร้อมกันนี้จะตรวจสอบข้อมูลของเพื่อนร่วมชาติที่เดินทางมาในเวลาเดียวกันอีกด้วย

ที่มา>>>Thairath

คุกป๋าชื่น ระยะ12ปี! แอบอ้าง เบื้องสูง ขอโฉนด

ป๋าชื่น” มาฟังคดีหมิ่น เบื้องสูงที่ศาลอาญา ถูกพิพากษาจำคุก 12 ปี แอบอ้างฮุบที่ดินลำตะคองบริเวณเขาหนองเชื่อมโคราชขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนที่ทหาร และพื้นที่กันไว้ทดแทนต้นน้ำ เพื่อจัดสรรขายให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศเพื่อหวังผลกำไร จำเลยฟังคำตัดสินยังไม่รู้ว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวกลับเรือนจำตามเดิม

ศาลชั้นต้นจำคุกป๋าชื่น 12 ปี แอบอ้างเบื้องสูงขอออกโฉนดพื้นที่ทับซ้อนทหาร สร้างบ้านพักตากอากาศหวังทำกำไร เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ฟ้องนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 66 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทบ้านชุมทอง จำกัด และบริษัทเขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างปี 2550-2551 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด ที่ดินลำตะคอง บริเวณเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บางส่วนมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน บางส่วนเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินของทหารที่มีหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ และบางส่วนเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติ ได้กันไว้เป็นพื้นที่ทดแทนต้นน้ำ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ต่อมา นายบุญธรรม จำเลย เป็นเจ้าของ และเป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ บจก.บ้านชุมทอง และ บจก.เขาใหญ่ฯ ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและค้าขายที่ดิน มีความประสงค์จะนำที่ดินบริเวณดังกล่าว มาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจัดสรรขายให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศในราคาสูงทำกำไรได้มาก

โดยนายบุญธรรม จำเลย ได้ร่วมมือกับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ นายหน้าค้าที่ดิน ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินเนื้อที่หลายร้อยไร่ และพูดกับนายเสฏฐวุฒิมีถ้อยคำบางตอนอ้างว่า มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก.และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตองค์รัชทายาท หากนายเสฏฐวุฒิ มีปัญหาหรืออุปสรรคขั้นตอนใดๆ ในการขอออกโฉนดที่ดินให้มาบอกได้ทันที ถ้อยคำ นั้นเป็นการแอบอ้าง จาบจ้วง ล่วงเกิน ที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์รัชทายาท และต่อมายังได้พูดแอบอ้างกับนายเสฏฐวุฒิอีก โดยมีเจตนาชัดเจนที่ต้องการแอบอ้างรัชทายาท เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์ เหตุเกิดที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวน 4 นาย เป็นชุดพนักงานสอบสวนที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เมื่อปี 2558 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนกว่า 30 นาย เพื่อสืบสวนสอบสวนหลักฐานทางคดี เบิกความสอดคล้องกันถึงคำให้การของนายเสฏฐวุฒิ ผู้ต้องหา ให้การว่าช่วงปี 2550-2551 ได้รับประสานให้รวบรวมที่ดินที่อำเภอปากช่องและได้รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทจากจำเลย โดยจำเลยอ้างว่าหากมีปัญหาอะไรให้มาบอกเพราะรู้จักกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตองค์รัชทายาท

นอกจากนี้ยังมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินปากช่อง เบิกความว่าครั้งแรกนายเสฏฐวุฒิมาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจะทำโรงแรมแต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นภูเขาสูงชัน มีความชันเกินกว่า 35 องศาและเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทหารไม่สามารถออกโฉนดได้ ภายหลังนายเสฏฐวุฒิได้ดำเนินการอีก ระบุว่าจะนำโฉนดที่ดินไปถวาย นอกจากนี้ยังมีนายก อบต.อีกปากเบิกความว่าเมื่อปลายปี 2550 มีการมาขอให้พยานรับรองออกโฉนดที่ดิน พยานแจ้งว่าการออกโฉนดไม่สามารถดำเนินการได้ โดยคำเบิกความของพยานโจทก์เป็นลำดับขั้นตอนและสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน อีกทั้งพยานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงรับฟังได้ว่าคำเบิกความของพยานเป็นไปตามหน้าที่

ส่วนที่นายเสฏฐวุฒิ จำเลยอีกสำนวนหนึ่งรับสารภาพไปก่อนหน้านี้และศาลมีคำตัดสินแล้ว มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ อ้างว่าไม่ได้รับสารภาพโดยสมัครใจ ถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ว่าจะทำร้ายครอบครัว ศาลเห็นว่าเมื่อมีการฟ้องคดีนายเสฏฐวุฒิ ศาลให้โอกาสเต็มที่ในการต่อสู้คดีแต่จำเลยให้คำรับสารภาพ ได้มีคำตัดสินและคดีถึงที่สุดไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ขณะที่คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสฏฐวุฒิ ได้กระทำต่อหน้าจำเลย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนจะเป็นการซัดทอดจำเลยด้วย แต่คำให้การก็ไม่ทำให้นายเสฏฐวุฒิพ้นจากความผิดเช่นกัน อีกทั้งการสอบสวนทำในรูปแบบของคณะทำงานตามคำสั่งของ ผบ.ตร. คำให้การจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฟังได้ว่าคำให้การของพนักงานสอบสวนได้มาโดยชอบ

สำหรับนายบุญธรรม จำเลยสู้ว่าถูกกลั่นแกล้งเพราะจำเลยให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูงเช่าที่เปิดบ่อนโคลอนเซ่นั้น จำเลยมีเพียงตนเองและบุตรชาย เบิกความโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์ในการออกโฉนดที่ดิน ได้มีการกล่าวอ้างถึงองค์รัชทายาท ทำให้ถูกดูหมิ่นและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวม 2 กระทง กระทงละ 8 ปี รวม 16 ปี การนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเห็นควรลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลย 2 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 12 ปี

ภายหลังนายบุญธรรมได้หารือกับบุตรชายและญาติ รวมถึงทนายความ ว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคุมตัวนายบุญธรรมกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตามเดิม

สำหรับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ อายุ 52 ปี อาชีพนายหน้าค้าที่ดิน เป็นน้องชายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.58 ว่ากระทำผิดจริง ตาม ม. 112 ให้จำคุก 5 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่ง จึงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

ที่มา>>>Thairath

ยอดเหยื่อฝนถล่มภาคเหนือปากีฯพุ่ง 65 ศพแล้ว

ชาวบ้านปากีสถานเดินข้ามถนนที่ถูกน้ำท่วมหลังเกิดฝนตกหนัก (ภาพ: AP)

ผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักในภาคเหนือของปากีสถานเพิ่มเป็น 65 รายแล้ว โดยส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดไคเบอร์ ปัคห์ตุนควา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศปากีสถาน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 เม.ย.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 65 รายแล้วในวันจันทร์ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ข่าวระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับฝนตกจำนวน 46 ราย และบาดเจ็บอีก 34 คน ในจังหวัดไคเบอร์ ปัคห์ตุนควา และในพื้นที่ชนเผ่าทางตะวันตก โดยน้ำท่วมได้พัดทำลายสะพานสายหนึ่งและกระท่อมอีกมากกว่า 70 หลัง ในเขตบาทาธาล

อย่างไรก็ตาม เขตโคฮีสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาและเขตชางลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในจังหวัดไคเบอร์ฯ โดยมีผู้เสียชีวิต 16 คน ในเขตชางลาเพียงแห่งเดียว จากเหตุดินถล่มและฟ้าผ่า ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 12 คน ในเขตโคฮีสถาน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากฝนตกหนักในเขตพื้นที่ชนเผ่าที่ส่วนกลางบริหาร (FATA), เขตปกครองตนเอง อาซาด จามมู และแคชเมียร์ (AJK) ฟรือ อาซาด แคชเมียร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปากีสถาน และที่เขตปกครองพิเศษ กิลกิต บัลติสถาน ตอนเหนือสุดของประเทศด้วย.

ที่มา>>>Thairath

ซูจีถอนตัว 2 กระทรวง จ่อนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาแห่งรัฐ

(ภาพ: AP)

จากโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีเมียนมา ที่นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือเอ็นแอลดี มีกำหนดนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีถึง 4 กระทรวงนั้น เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ทางพรรคเอ็นแอลดีได้เปิดเผยว่า นางซูจีจะบริหารแค่ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและรัฐมนตรีสำนักประธานาธิบดี ส่วนกระทรวงศึกษาธิการและพลังงานจะหาคนอื่นมานั่งตำแหน่งแทน

นอกจากนี้ นางซูจียังมีกำหนดรับตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐด้วย โดยมีอำนาจในทำนองเดียวกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรณีนี้อยู่ระหว่างการรอลงมติจากสภาผู้แทนราษฎร หลังวุฒิสภาลงมติรับรองไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา.

ที่มา>>>Thairath