เผยยาจกเงินล้านมีเมียอยู่อุดรฯตร.ตามตัวมาสอบ รอทนายเปิดพินัยกรรม

จากรณีนายองอาจ ราชวงษ์ อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/31 ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพ เสียชีวิตในห้องน้ำ ในที่พักซึ่งตั้งอยู่ หลังกฏิในวัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ กระทั้งมีผู้ไปพบศพเมื่อบ่ายวันที่ 20 มิ.ย. โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าเสียชีวิต มาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 วัน และพบเอกสารสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งยังไม่ทราบธนาคารกว่า 1,340,000 บาท และสำเนาโฉนดที่ดิน จำนวน 2 ไร่ รวม 2 แปลง และผู้ตายเคยบริจาค เงินสร้างสะพานและซื้อข้าวให้วัดมาแล้วเป็นเงินจำนวน 7-8 ล้านบาท ผู้ตายยังอุทิศตนเก็บขวดน้ำและของเก่าขาย ก่อนที่จะนำเงินที่ได้บริจาคทำบุญให้กับทางวัดอีกด้วย โดยสมบัติที่ปรากฏตามเอกสารมีมูลค่าหลายล้านบาท จนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศตามหาญาติ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 มิ.ย. นางพจนีย์ ดิรัตนะโภคา อายุ 62 ปี และนายจารึก ดุสิตสวัสดิ์ อายุ 65 ปี เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สหัสพล พุ่มอิม รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อสอบถามรายละเอียดเรื่องการจัดงานศพ กับทางเจ้าหน้าที่

นางพจนีย์ กล่าวว่า ตนรู้จักกับนายองอาจมาแล้วหลายปี เนื่องจากนายองอาจเคย ขับรถให้กับคุณพ่อที่กรมสรรพสามิต ต่อมาหลังเกษียณอายุราชการ ทราบว่านายองอาจนำที่ดิน ซึ่งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ไปขาย แต่ตนไม่รู้ว่าได้เงินจำนวนเท่าไหร่ ก่อนที่นายองอาจจะเดินทางมาอยู่ที่วัดอโศการาม โดยบอกว่าจะมาปฏิบัติธรรมในช่วงบันปลายชีวิต ทั้งนี้ หลังจากที่นายองค์อาจมาอยู่ที่วัด ตนก็เดินทางมาเยี่ยม ขณะเดียวกันระหว่างมาเยี่ยมนายองอาจก็เคยเล่า ให้ฟังว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดิน ได้มอบให้วัดหลายล้านบาท นายองอาจยังเคยบอกอีกว่า ถ้าเป็นอะไรไปเงินที่เหลือรวมทั้งทรัพย์สินที่มีก็จะบริจาคให้วัดทั้งหมด เนื่องจากความชราและภาระทางครอบครัว จึงไม่มีเวลามาเยี่ยมนายองอาจอีก จนกระทั่งมาทราบข่าวว่านายองอาจเสียชีวิต จึงเดินทางไปที่โรงพัก เพื่อสอบถามรายละเอียดเรื่องศพหากไม่มีใครจัดการตนก็จะเป็นธุระนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลให้ โดยไม่ได้มาเพื่อหวังผลอะไร ด้านพระสุพล พลสัมปันโน ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยง กล่าวว่า ผู้ตายเดินทางขออาศัยมาอยู่ที่วัดอโศการาม ตั้งแต่ประมาณ ปี 2544 ซึ่งการดำเนินชีวิตแต่ละวันนั้น ผู้ตายก็จะปั่นจักรยานออกหาของเก่ามาสะสมไว้โดยไม่ได้นำไปขาย และตระเวนทำบุญ ใส่บาตร เนื่องจากนายองอาจเป็นคนชอบทำบุญ กระทั้งปี 2554 นายองอาจเข้ามาปรึกษากับตนว่า มีเก็บอยู่ 1.4 ล้านบาท ไม่รู้จะทำอะไร ตนจึงได้แนะนำให้นำไปบริจาคทำบุญ โดยการทำพินัยกรรมเอาไว้ ก่อนที่ตนจะหาทนายมาให้ ซึ่งระหว่างทำพินัยกรรม มีตน และพระในลูกวัดอโศการามอีก 1 รูป เป็นพยานลงลายมือชื่อไว้ และทำต่อหน้าหลวงพ่อทอง จันฺทสิริ อดีตเจ้าอาวาท ซึ่งมรณภาพไปแล้ว เมื่อเดือนเมษายน ปี 59

ซึ่งรายละเอียดของพินัยกรรมนั้น ทางผู้ตายแบ่งเงินไว้เป็นสองส่วน โดยส่วนแรกมอบให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ 7 แสนบาท และทางวัดอโศการามอีก 7 แสนบาท ซึ่งเงินทั้งหมดถอนออกมาจากบัญชีธนาคารออมสิน ก่อนจะนำไปฝาก ที่ธนาคารธกส. พระสุรพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้ตายยังมีโฉนดที่ดินเนื้อที่ 200 ตารางวา อีก 1 แปลง ซึ่งอยู่ที่อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผู้ตายโอนให้กับตนไว้เมื่อปี 2556 แต่เนื่องจากตนเป็นพระสงฆ์จึงไม่ สามารถทำนิติกรรมได้ จึงต้องโอนไว้ให้กับลูกศิษย์ที่มักคุ้นกันเป็นคนรับ แทนจนกระทั่งนายองอาจมาเสียชีวิต

ร.ต.อ.สหัสพล พุ่มอิ่ม เจ้าของคดี กล่าวว่า จากการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด พบทะเบียนสมรสของผู้ตายอยู่ในบ้านพัก โดยระบุชื่อนางเพ็ญศรี บัวรอด ซึ่งพักอยู่บ้านเลขที่ 164 หมู่ 9 ต.เมืองเพีย อ.กุดจับ จ.อุดรธานี พบว่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทางพนักงานสอบสวน จะติดต่อให้มาเดินทางมาให้ปากคำและรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ส่วนในเรื่องมรดกของผู้ตายทราบว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมเอาไว้ แต่ต้องรอทางทนายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก เปิดอ่านก่อน ซึ่งหากตรวจสอบแล้วว่าพินัยกรรม เป็นของจริงที่ผู้ตายได้ทำไว้ มรดกทั้งหมดก็จะ ถูกมอบให้กับผู้มีสิทธิตามที่เขียนเอาไว้ในพินัยกรรม ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารออมสิน ของนายองอาจพบว่ามีการถอนเงินออกไป จำนวน 1.4 ล้านจริง แต่ยังไม่ทราบว่าเงินทั้งหมด ได้นำไปฝากเข้าบัญชีใหม่ของธนาคารใด รวมทั้งจะประสานสำนักงานกรมที่ดินช่วยตรวจสอบ ว่าสำเนาโฉนดที่ดินที่พบในที่พักของผู้ตายนั้นได้ถูกโอนให้ใครไปแล้วหรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

คลังผวาตื่น! สั่งรื้อใหญ่กฎหมายรายได้ ลุยอุดช่องโหว่ปราบขบวนการโกงภาษี

นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลังในฐานะที่รับผิดชอบกลุ่มรายได้ซึ่งประกอบด้วย 3 กรมภาษีคือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เปิดเผยว่า “ภายในปีนี้กระทรวงการคลังจะเสนอแก้ไขกฎหมาย 3 กรมภาษีให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของระยะเวลาการสิ้นสุดอายุความ เนื่องจากกฎหมายของกรมศุลกากร กรณีจับกุมผู้กระทำความผิดทางภาษี เช่น หลีกเลี่ยง หรือเสียภาษี ไม่ครบ มีอายุในการพิจารณานานถึง 10 ปี ขณะที่อีก 2 กรมภาษีคือ กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตมีอายุความเพียง 2 ปีเท่านั้น ทำให้เกิดความสูญเสียโอกาสที่จะติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษเพิ่มเติม”

นายประภาศกล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเสนอแก้ไขการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กรณีที่ผู้ส่งออกในกลุ่มซื้อมาขายไปชำระหนี้ด้วยเงินสด จะเปลี่ยนเป็นการชำระหนี้ด้วยเช็ค หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ที่ผู้ส่งออกต้องชำระหนี้ผ่านสถาบันการเงินเท่านั้น เพราะจากการตรวจสอบกรณีการโกงภาษีแวตมูลค่า 4,000 ล้านบาท ของผู้ส่งออกเหล็กไปต่างประเทศพบว่า ใช้รูปแบบการชำระหนี้เป็นเงินสดไม่ว่ามูลค่าของสินค้านั้นจะมีราคาไม่กี่แสนบาท ไปถึงระดับ 100 ล้านบาท ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว การชำระหนี้ที่มูลค่าสูงๆควรชำระหนี้ด้วยเช็ค หรือใช้วิธีการโอนจากสถาบันการเงินไปยังผู้ขายสินค้า ทำให้เกิดช่องโหว่ในการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงิน

“ขณะนี้เราตรวจสอบพบช่องโหว่ของทั้ง 3 กรมภาษี ซึ่งเป็นต้นตอของการหลบเลี่ยงภาษี และในบางกรณีมีการใช้ช่องโหว่ดังกล่าว โกงภาษีจากรัฐอีกด้วย กระทรวงการคลังจึงนำเรื่องดังกล่าว เสนอไปยัง รมว.คลัง ซึ่งล่าสุด รมว.คลัง ได้เห็นชอบแล้ว และคาดว่าไม่เกินกลางปีนี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว”.

ที่มา>>>Thairath