บึ้มสนั่น!คลังแสงลพบุรีระเบิดชาวบ้านแตกตื่น ทบ.แจงไฟไหม้ที่เก็บกระสุนปืนเล็ก ไม่กระทบปชช.

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันประมาณ 20 นาที และมีควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บริเวณใกล้กับคลังแสงเก็บวัตถุระเบิด ต.เขาพระงาม อ.เมือง ลพบุรี โดยชาวบ้านบันทึกภาพถ่ายในขณะเกิดเหตุไว้ได้ในระไกล เนื่องจากกลัวจะเกิดเหตุระเบิดรุนแรง เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเป็นการระเบิดที่คลังแสง หรือว่าเป็นไฟไหม้ลุกลามไปติดที่คลัง เนื่องจากบริเวณนี้เมื่อถึงหน้าร้อนอากาศแห้งจะเกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นประจำผู้สื่อข่าวพยยามยามจะสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ของ คส.สพ.ทบ. กรมสรรพวุธทหารบกลพบุรี แต่ได้รับการปฎิเสธ ขอเวลาตรววจสอบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า เป็นเพราะการลุกลามของไฟป่า หรือเกิดจากการปะทุของดินระเบิดหรือเชื้อปะทุ ซึ่งสถานที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่เก็บอาวุธ ยุทธภัณฑ์หลากหลายชนิด โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาการณ์อย่างเข้มแข็งทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในเขตพื้นที่ได้ และรถดับเพลิงของเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสกัดเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ไห้ลุกลาม และสามารถดับเพลิงได้ในเวลาต่อมา โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยกำชับกำลังพลในพื้นที่สร้างข่าวลือให้ชาวบ้านตื่นกลัว หากสรุปหาสาเหตุที่แท้จริงได้แล้ว ทางผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของหน่วยจะชี้แจงไปทางกองทัพบกเอง

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า วันนี้เกิดเหตุไฟลุกไหม้ในพื้นที่คลังแสงแผนก 4 กรมสรรพาวุธกองทัพบก. บริเวณ ต.เขาพระงาม จ.ลพบุรี โดยการลุกไหม้ดังกล่าวเป็นพื้นที่คลังอาวุธ แต่เป็นในบางส่วนของคลังอาวุธเท่านั้น ซึ่งคลังดังกล่าวเป็นส่วนที่ใช้เก็บกระสุนปืนเล็ก ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย และที่เกิดเหตุอยู่ห่างไกลกับพื้นที่บ้านเรือนประชาชน โดยหลังจากเกิดเหตุทางหน่วยดำเนินการดับไฟตามแผนเผชิญเหตุของหน่วย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด

ส่วนสาเหตุนั้นอยู่ในระหว่างการดำเนินการของทางหน่วย ซึ่งอาจใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการเข้าไปตรวจสอบถึงสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด! โจมตีหลายจุดในแบกแดด ดับ 90 ศพ-‘ไอซิส’ อ้างอยู่เบื้องหลัง

ซากความเสียหายจากเหตุระเบิดโจมตี ในเขตซาดร์ ซิตี (ภาพ: AP)

เกิดเหตุระเบิดหลายระลอกในกรุงแบกแดดของอิรัก เมื่อวันพุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน และมีผู้บาดเจ็บนับร้อยคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของประเทศอิรัก เมื่อวันพุธที่ 11 พ.ค. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้

ตามการเปิดเผยของตำรวจอิรัก ในช่วงเช้าวันพุธเกิดเหตุระเบิดรถยนต์โจมตีตลาดแห่งหนึ่งที่เขตซาดร์ ซิตี ในกรุงแบกแดด ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมชีอะห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 ราย และบาดเจ็บอีก 87 คน ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเกิดระเบิดฆ่าตัวตายที่จัตุรัสซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านในเขตอัล-คาดีมิยา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย และบาดเจ็บอีก 43 คนความเสียหายจากระเบิดคาร์บอมบ์ ในเขตซาดร์ ซิตี (ภาพ: AFP)

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ ที่เขตอัล-จาเมีย ทางตะวันตกของกรุงแบกแดด ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ จนมีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บอีก 31 คนด้วย

หลังเกิดเหตุ สำนักข่าว ‘อามัก’ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอซิส ทวีตข้อความลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ อ้างว่า กลุ่มไอซิสอยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้

ที่มา>>>Thairath

กองไฟระเบิด 2 หนูน้อยบาดเจ็บ! ยืนดูแล้วบึม คาดเป็นกระป๋องสเปรย์

พี่กับน้องสองหนูน้อยที่ตรัง ชวนกันไปยืนดูกองไฟข้างบ้าน โชคร้ายเกิดระเบิดมีสะเก็ดไฟกระเด็นมาถูกตามตัวได้รับบาดเจ็บ คาดในกองไฟมีกระป๋องสเปรย์ เมื่อถูกความร้อนจึงระเบิดขึ้น เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ปกครองให้ต้องระวัง…

วันที่ 27 เมษายน 2559 เจ้าหน้าที่ศูนย์นเรนทรจังหวัดตรัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลนาตาล่วง ร่วมกันนำตัว 2 หนูน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกกองขยะระเบิดใส่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีกระป๋องสเปรย์บรรจุแก๊สอยู่ในกองขยะ ก่อนจะระเบิดใส่หนูน้อยทั้ง 2 คน ชื่อ ด.ช.ขัตติยะ หรือน้องภูมิ ช่วยลุง อายุ 5 ขวบ และ ด.ช.บารมี หรือน้องภีม ช่วยลุง อายุ 4 ขวบ สองพี่น้อง บ้านอยู่หมู่ 6 ต.นาท่ามเหนือ อ.เมือง จ.ตรัง

ทั้งนี้ น้องภูมิพี่ชายมีแผลพุพองบริเวณใบหน้า และแขนทั้ง 2 ข้าง รวมไปถึงหน้าท้องและเท้าซ้าย ส่วนน้องภีมน้องชาย มีแผลพุพองที่บริเวณใบหน้า แขนขวาและหน้าท้อง แพทย์ได้ทำการรักษาจนทั้ง 2 พ้นขีดอันตรายแล้ว นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตรัง

จากการสอบถามนางนงเยาว์ พิณกลับ อายุ 64 ปี เล่าว่า ช่วงหลังเที่ยง ญาติที่มีบ้านอยู่ใกล้กันได้นำขยะไปเผาที่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน ขณะนั้นมีหลานเล็กๆ 3 คน ได้ไปยืนมุงดูกองไฟด้วยความสนใจตามประสาเด็ก ขณะที่เปลวไฟติดกองขยะได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด ก่อนได้ยินเสียงเด็กๆ ร้องกันเอะอะ จึงวิ่งออกมาดู และพบว่า หลานทั้ง 3 คน ได้ถูกไฟกระเด็นมาไหม้ มีบาดแผลทั่วร่างกาย ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากการระเบิดของกระป๋องสเปรย์ที่อยู่ภายในกองไฟ

“เหตุการณ์ดังกล่าวอยากฝากไว้ให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด อย่าละเลยมองข้ามความปลอดภัย อย่าให้เด็กๆ คลาดสายตา ไม่ว่าจะเป็นฟืนไฟ หรือแม้กระทั่งการเล่นน้ำในสถานที่ต่างๆ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้จะมีผู้ปกครองอยู่ด้วยก็ตาม” นางนงเยาว์ กล่าว.

ที่มา>>>Thairath

 

คาดสารรั่วทำโรงงานเม็กซิโกระเบิด-ยอดตายพุ่ง 13 ศพ

(ภาพ: AFP)

เหตุระเบิดที่โรงงานปิโตรเคมีภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท พีเม็กซ์ ในเมืองทางใต้ของเม็กซิโกเมื่อวันพุธ ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย โดยสาเหตุระเบิดคาดว่าเกิดจากการรั่วไหลของสารติดไฟได้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่โรงงานปิโตรเคมีภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท พีเม็กซ์ (Pemex) ในเมืองท่า โกอัตซาโกอัลกอส ในรัฐเวรากรูซ ทางใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพุธ ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 13 รายแล้ว ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ยังมีผู้ที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลอีกหลายสิบคน

นายลูอิส เฟลิเป ปูเอนเต หัวหน้าศูนย์บริการฉุกเฉิน (emergency services) ของเม็กซิโก เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ในวันพฤหัสบดีว่า พวกเขาได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแล้ว และน่าเสียดายที่จำนวนผู้เสียชีวิตจนถึงตอนนี้อยู่ที่ 13 คนแล้ว เพิ่มจากรายงานเมื่อวันพุธที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 3 คน

ด้านนายโฮเซ กอนซาเลส อานายา ผู้อำนวยการของบริษัท พีเม็กซ์ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุว่า เหตุระเบิดครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 136 คน ในจำนวนนี้มีผู้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ 13 คน และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว 48 คน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการระเบิดครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน แต่นายกอนซาเลสเผยว่า หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่ามีการรั่วไหลของสารประกอบที่สามารถติดไฟได้ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการรั่วไหลเกิดขึ้นได้อย่างไรสามารถมองเห็นควันไฟได้ในระยะไกล (ภาพ: AFP)

ทั้งนี้ เหตุระเบิดที่โรงงานปิโตรเคมี เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.15 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยแรงระเบิดสามารถรู้สึกได้แม้ห่างออกไปถึง 10 กม. ทำให้เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง ส่งควันดำหนาทึบลอยปกคลุมท้องฟ้า ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ขณะที่ทางการสั่งให้ผู้ที่อาศัยใกล้กับโรงงานนับพันคนอพยพออกจากพื้นที่ และประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในที่ร่มเพื่อหลบควันไฟซึ่งอาจมีพิษ

อย่างไรก็ตาม ควันไฟสลายตัวอย่างรวดเร็ว และบริษัท พีเม็กซ์ ประกาศในวันพฤหัสบดีว่า ไม่พบว่ามีอันตรายจากควันไฟอีกแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

‘อาบรินี’ สารภาพอีก ตั้งใจโจมตีปารีสรอบ 2 ก่อนเปลี่ยนแผนบึมบรัสเซลส์แทน

(ภาพ: AFP)

โมฮัมเหม็ด อาบรินี ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการโจมตีปารีส ซึ่งถูกจับเมื่อสัปดาห์ก่อน ยอมรับว่า ทีมโจมตีของพวกเขาตั้งใจจะโจมตีในกรุงปารีสรอบ 2 แต่ถูกตำรวจกดดันหนักจนต้องเปลี่ยนแผนไปโจมตีกรุงบรัสเซลส์แทน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการกลางเบลเยียมเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย. ว่า กลุ่มติดอาวุธที่อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดในกรุงบรัสเซลส์เมื่อ 22 มี.ค. วางแผนจะโจมตีกรุงปารีส ของฝรั่งเศส เป็นครั้งที่ 2 ตามหลังเหตุวินาศกรรมในวันที่ 13 พ.ย. ปีก่อน แต่ถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนแผนไปโจมตีในกรุงบรัสเซลส์แทน เนื่องจากตำรวจตามล่าหนัก

ข้อมูลดังกล่าวมาจากคำรับสารภาพของนายโมฮัมเหม็ด อาบรินี ผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีกรุงปารีสเมื่อปลายปีก่อน และเพิ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า สมาชิกกลุ่มตัดสินใจก่อเหตุโจมตีในกรุงบรัสเซลส์แทนที่จะโจมตีกรุงปารีส หลังนายซาเลาะห์ อับเดลสลาม ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมโจมตีปารีสถูกจับกุมตัวในวันที่ 18 มี.ค.

นายอาบรินี ชาวเบลเยียมเชื้อสายโมร็อกโก วัย 31 ปี ยังยอมรับด้วยว่า เขาคือคนเดียวกับชายชุดขาว มือระเบิดคนที่ 3 ในทีมโจมตีสนามบินซาเวนเทม ในกรุงบรัสเซลส์ ที่ถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเอาไว้ได้ และตำรวจเบลเยียมกำลังตามล่าตัวอยู่ด้วย ซึ่งในวันอาทิตย์เขาถูกตั้งข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มก่อการร้าย และการก่อการร้ายที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต

ขณะที่มีผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหาอีก 3 คนคือ โอซามา เค. หรือที่สื่อในสวิตเซอร์แลนด์ระบุชื่อว่า โอซามา คราเยม ถูกตั้งข้อหาเดียวกันกับนายอาบรินี, นายเฮอร์วี บีเอ็ม. ชาวระวันดา และนายบิลาล อีเอ็ม. เป็นผู้ต้องสงสัยช่วยเหลือนายโอซามาและนายอับเดลสลาม

ทั้งนี้ ทางการเบลเยียมเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่ถูกเปิดเผยชื่อต่อสาธารณะถูกจับกุมตัวหรือถูกสังหารหมดแล้ว แต่นายกรัฐมนตรี ชาร์ลส์ มิเชล แห่งเบลเยียมยืนยันว่า รัฐบาลของเขาจะยังไม่ลดระดับการเฝ้าระวังซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นสูงสุดลำดับ 2 เช่นเดียวกับนายมานูเอล วาลส์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ที่ออกมาระบุว่าฝรั่งเศสจะยังไม่ประมาทภัยคุกคามที่ยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสกำลังเผชิญ

ที่มา>>>Thairath