สี่หนุ่มสาวสาหัสเกลื่อน!! สลบคาถนน ขับรถกลับบ้าน วัวท้องแก่โผล่จากความมืด ชนกระเด็น

วันที่ 7 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเที่ยงคืนกว่าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนวัว บนถนนสายจรัญยานนท์ มุ่งหน้าหอมศีล  หมู่ที่ 3 ต.หอมศีล อ.บางปะกง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังรับแจ้งเหตุแล้ว ร.ต.ท.ณชพล สังขะวิไล รองสารวัตรสอบสวนฯ พร้อมหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ได้รีบเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บนอนหมดสติอยู่เกลื่อนถนน ทราบชื่อ คือ นายมาโนชญ์ สวยลึก อายุ 21 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน กมว 450 ฉะเชิงเทรา และ น.ส.จิตตรี ศรีพัด อายุ 20 ปี นั่งซ้อนท้าย ใกล้กันพบ นายอำนาจ ส่งศรี อายุ 20 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาว-ฟ้า ทะเบียน ลบก 191 ชลบุรี และ นายอรรถพร ด้วงเงิน อายุ 16 ปี ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บหมดสติ อาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลบางปะกงและจุฬารัตน์ 11 โดยคู่กรณีเป็นวัวเพศเมีย สีน้ำตาล ซึ่งท้องแก่ นั่งหลบอยู่ข้างทางหลังถูกชนจนได้รับบาดเจ็บ
เบื้องต้นสอบถามนายอำนาจให้การว่า ขณะที่รถทั้งสองคันกำลังวิ่งมาตามถนนเพื่อกลับบ้าน จู่ๆ ก็มีวัวตัวดังกล่าวเดินฝ่าความมืดออกมาจากข้างทาง ทำให้รถทั้งสองคันเบรกไม่ทันจึงชนวัวเข้าเต็มแรง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งตรวจสอบต่อไปว่า วัวตัวดังกล่าวเป็นของใคร และหลุดออกมาเดินบนถนนในเวลากลางคืนลักษณะนี้ได้อย่างไรต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด หนุ่มจอดรถข้างทางมอเตอร์เวย์ ตัดสินใจดับชีวิตทิ้งจดหมาย คาดตายแล้ว 4-5 วัน

14706472691470648102lผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งว่า พบศพผู้เสียชีวิตในรถยนต์ บนถนนมอเตอร์เวย์ กม.47 ขาเข้ากรุงเทพ หมู่ 5 ต.ท่าสะอ้าน โดยเป็นรถมิตซูบิชิ มิราจ สีขาว ทะเบียน กง. 6348 ทราบชื่อต่อมา คือ นายอดิศรศิษย์ ลิดสี อายุ 32 ปี ชาวหนองคาย สภาพศพผู้เสียชีวิต นอนเอนอยู่เบาะคนขับ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-5 วัน ใกล้กันพบยาฆ่าหญ้า จดหมายลาตาย ซึ่งพบว่าสภาพศพของผู้ตายมีหนังยางขนาดใหญ่รัดคอตัวเองอยู่ด้วยทั้งนี้ สอบสวนต่อมาทราบว่า ผู้ตายหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. หลังจากเดินทางไปโรงพยาบาล โดยได้คุยกับภรรยาก่อนหายตัวไป

ที่มา>>>ข่าวสด

หญิงพิการกับเจ้าปิแรส สุนัขซื่อสัตย์ ทั้งสองชีวิตขาดกันไม่ได้ขอตายพร้อมกัน

วันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเหล่ากาชาดจังหวัดชัยนาท หลังเข้าไปมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ นางสาวสมคิด แซ่อึ้ง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 187 หมู่ 3 ตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และทราบว่าเป็นหญิงพิการอยู่บ้านเพียงลำพัง กับสุนัข 1 ตัว ที่บ้านหลังเล็กๆเก่าๆผุพัง  จึงเดินทางเข้าไปตรวจสอบ พบว่านางสาวสมคิด เป็นผู้พิการแขนและขา ซีกขวา สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ใช้แขนขาเพียงข้างเดียว และต้องดูแลสุนัขคู่ชีวิตอีกตัวชื่อ “ปิแรส” (มาจากชื่อนักฟุตบอล โรแบร์ ปิแรส)นางสาวสมคิด แซ่อึ้ง เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้ร่างกายพิการเกิดจากเมื่อ 9 ปีก่อน ขณะนั่งซักผ้าอยู่ เกิดอาการไม่รู้สึกตัวปากเบี้ยว พูดไม่ได้ และไม่สามารถช่วยตัวเองได้ คิดว่าเกิดจากเส้นเลือดในสมองแตก สามีจึงไปขอให้เพื่อนบ้านที่มีรถยนต์พาไปส่งโรงพยาบาล แต่เหมือนตายไปแล้วกี่เดือนก็ไม่รู้ พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่สามารถขยับแขนขาข้างขวาได้ หลังจากป่วยได้ประมาณ 4 ปี ได้บอกกับสามีว่าถ้าอยากมีภรรยาใหม่ให้มีไปเสียเถอะ ถ้าอยู่กับเราไม่ได้ดีขึ้นมา จากนั้นเขาก็ไปมีภรรยาใหม่แล้วย้ายไปอยู่ด้วยกัน นานๆ ทีเขากลับมาเยี่ยมบ้าง ส่วนตนเองมีลูก 2 คน หญิง 1 คน ชาย 1 คน ทั้งสองคนมีครอบครัวแล้วย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด นานๆจึงจะกลับมาครั้งหนึ่ง  ปัจจุบันอาศัยอยู่คนเดียว กับเจ้าปิแรส  สุนัขแก่พันธุ์ไทย เพศผู้ อายุประมาณ 15 ปี เจ้าปิแรสสมัยหนุ่มๆ เป็นสุนัขที่ดุมาก กัดทุกคนที่เข้ามาในบริเวณบ้าน มีคนถูกกัดแล้วประมาณ 20 คน ตอนนี้แก่แล้ว “บอกว่าอย่าไปทำอะไรเขา เขาเอาของมาให้เดี๋ยวอดกินนะ” เขาเชื่อฟังไม่ค่อยกัดคนแล้ว  เรื่องอาหารการกิน เรากินอะไรเขาก็กินด้วยทุกอย่าง ทั้งผัดผัก ต้ม แกง ปลาร้า บางวันไม่มีอะไรกิน มีไข่ลูกหนึ่งก็แบ่งกันคนละครึ่งคลุกข้ากิน

ถ้าไม่มีเขาเราลำบาก ช่วงค่ำมักมีงูเห่าเลื้อยเข้าบ้าน ปิแรสจะจัดการให้ กัดงูตายหมดไม่มีรอดไปสักตัว จนลูกตาเสียไปข้างหนึ่งเลย พิษงูคงเข้าตา พูดถึงถ้าไม่มีเขาเราคงถูกงูกัดตายไปแล้ว  และทุกวันจะนอนเฝ้าอยู่หัวนอนเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่สามีไปมีภรรยาใหม่ ลูกจะพาไปอยู่ด้วย แต่ก็อยู่กับลูกไม่ได้ คิดถึงเขา เพราะเราไม่อยู่กลัวเขาดูแลไม่ดี เพื่อนบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้านโทรบอกว่าให้กลับมาบ้านเหอะ ปิแรสผอมแย่แล้ว พอค่ำก็ออกไปหอนเดินหาตามถนน คิดว่าเขาตามหาเราเหมือนกัน เลยต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน

บางครั้งก็นั่งน้ำตาตก แขนใช้ได้ข้างเดียว ทำงานไม่สะดวกเหมือนก่อน เดินก็ไม่ได้ นึกอีกทีเมื่อเรายังไม่ตายต้องสู้ต่อไป เคยบอกปิแรส ว่าเราต้องตายพร้อมกันนะ “ถ้าเขาไปก่อนเราก็ต้องอยู่คนเดียว ถ้าเราไปก่อนเขาจะอยู่กับใครก็ไม่รู้”

ที่มา>>>ข่าวสด

 

 

ฆ่ายกครัวเม็กซิโก11ศพ-เด็กเจ็บ 2 สงสัยปมหึงหวง

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เอเอฟพีรายงานคดีสะเทือนขวัญฆ่ายกครัวในเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตรวม 11 ศพ เป็นหญิง 5 ราย ชาย 4 ราย และเด็กหญิง 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นเด็กหญิง 2 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาล พบปลอกกระสุนปืนพกและปืนลูกซองตกอยู่ในบ้านของครอบครัว เจ้าหน้าที่มุ่งสอบว่าเป็นอาชญากรรมหรือความขัดแย้งครอบครัวหรือไม่เหตุเกิดหมู่บ้านเอล มารีดอร์ รัฐปวยบลา ทางตอนใต้ของเม็กซิโก เจ้าหน้าที่เผยว่า พยานจำผู้ก่อเหตุได้ 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นชายผู้ต้องสงสัยว่า ล่วงละเมิดทางเพศกับหญิงในครอบครัวดังกล่าวเมื่อ 9 ปีที่แล้ว จนมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ทั้งมีข้อสังเกตว่า เหยื่อที่เป็นสามีคนปัจจุบันหญิงในครอบครัวถูกกระหน่ำแทงจนมีบาดแผลมากกว่าคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ก่อเหตุหลบซ่อนตัวอยู่ในรัฐวาฮากา รัฐใกล้เคียง นายวินเซนต์ โลเปซ เด ลา เวกา นายกเทศมนตรีคอกซ์คัตลันที่ดูแลหมู่บ้านเอล มารีดอร์ กล่าวว่า เหตุฆาตกรรมครั้งนี้เป็นการแก้แค้น การสังหารคนมากถึง 11 ศพ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย นั้นสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

อุทาหรณ์! วัยรุ่นอินเดียถ่ายเซลฟี่กับปืน ลั่นเข้าหัวตัวเองดับ

(ภาพ: gettyimages)

เกิดเหตุสลดในประเทศอินเดีย เมื่อวัยรุ่นคนหนึ่งพยายามถ่ายรูปเซลฟี่กับปืนของพ่อ แต่ทำปืนลั่นเข้าที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุวัยรุ่นชายชาวอินเดียวัยเพียง 15 ปี ในรัฐปัญจาบ ทางเหนือของประเทศอินเดีย เสียชีวิตระหว่างถ่ายรูปเซลฟี่กับปืนจริง แต่พลาดทำปืนลั่น กระสุนเจาะเข้าที่ศีรษะ ถือเป็นผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างถ่ายรูปเซลฟี่รายล่าสุดในแดนภารตะ

ตามการเปิดเผยของ มาโนจ กุมาร รองผู้บังคับการตำรวจเมืองปถานคต ในรัฐปัญจาบ วัยรุ่นชายรายนี้มีชื่อว่า รามาดีป สิงห์ เขาพยายามถ่ายรูปเซลฟี่กับปืนพก .32 ของบิดาเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 เม.ย.) แต่พลาดไปเหนี่ยวไกปืน ทำให้ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ โดยจากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ปืนไม่ได้ใส่ระบบนิรภัย

หลังเกิดเหตุ สิงห์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที และเข้ารับการผ่าตัด แต่ในที่สุดเขาก็เสียชีวิตในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติที่ได้รับการเปิดเผยในช่วงต้นปี พบว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายรูปเซลฟี่มากที่สุดในโลก โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้ 49 คน ในจำนวนนี้ 19 คน หรือเกือบ 40% อยู่ในอินเดีย

จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ของนครมุมไบกำหนดพื้นที่ห้ามถ่ายเซลฟี่ และสั่งให้ตำรวจเข้าไปห้ามหากพบเห็นใครกำลังถ่ายรูปเซลฟี่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งพื้นที่ริมทะเล สถานที่ถ่ายรูปเซลฟี่ยอดนิยม

ที่มา>>>Thairath