ดญ.วัย13ไปเยี่ยมเพื่อนที่รพ. เจอรปภ.ปล้ำ พอไปแจ้งความ กลับโดนสตท.ลวนลามซ้ำ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวได้รับการประสานจากญาติพี่น้องได้พาดญ.เอ (นามสมมติ) วัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอประจันตคาม ว่าได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่สภ.เมืองปราจีนบุรี ขอให้ผู้สื่อข่าวมาทำข่าวดญ.เอถูกคนร้ายขืนใจ เนื่องจากเกรงว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะผู้ต้องหา 2 คนนั้น คน 1 เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อีกคนเป็นรปภ.ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่สภ.เมืองปราจีนบุรี พบดญ.เอ อายุ 13  ปี กำลังให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า ในช่วงค่ำที่ผ่านมา ตนได้ไปเยี่ยมเพื่อนและจะนอนเฝ้าที่โรงพยาบาลดังกล่าว หลังจากที่เข้าไปเยี่ยมและพูดคุยกับเพื่อน จึงได้ออกมาเดินเล่นที่บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ช่วงนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มพบกับนายพรหม (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี เป็นยามรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลเข้ามาพูดคุยด้วย พร้อมทั้งสอบถามตนว่าคืนนี้จะไปนอนไหน และชักชวนให้ไปนอนที่บ้านของยาม
ด.ญ.เอให้การว่า ตนเห็นว่ายามคนดังกล่าวเคยพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่จึงเชื่อใจ และเห็นว่าอายุมากแล้ว จึงได้ไปนอนที่บ้านของยามอยู่ที่ตำบลดงพระราม โดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปที่บ้าน  เมื่อไปถึงที่บ้านพักยามได้อุ้มตัวตนเองเข้าไปในห้องนอน พยายามจะลวนลาม ด้วยความกลัวได้วิ่งหนีออกมาจากบ้าน จนออกมาพบผู้ช่วยกำนัน ได้โทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจมารับตนไปที่สภ.เมืองปราจีนบุรี
ด.ญ.เอกล่าวว่า เมื่อมาถึงที่โรงพัก เป็นเวลาตี 3 เจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจให้ตนอยู่บนโรงพักก่อน เพื่อกลับบ้านในตอนเช้า ปรากฏว่ามีตำรวจคนหนึ่งทราบว่ายศส.ต.ท.ชื่อพัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) ได้มาแจ้งให้ตนเองทราบว่าในโรงพัก ไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปมานอนพักได้ จึงชักชวนให้ไปนอนที่ห้องพักของส.ต.ท.คนดังกล่าวบนแฟลตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยความเชื่อใจเพราะเห็นเป็นตำรวจ จึงยอมเดินทางไปที่ห้องพักชั้น 5
เมื่อเข้าไปในห้อง ตำรวจคนดังกล่าวบอกว่าต้องออกไปด้านนอก พร้อมหยิบยาเม็ดเล็กสีเหลืองจำนวน 4 เม็ดมาให้ตนกิน ก่อนที่จะออกไปนอกห้อง ตนกลัวว่ายาดังกล่าวจะไม่ปลอดภัยสำหรับตน จึงได้นำยาซุกไว้ใต้หมอน จนกระทั่งเวลา 6 โมงเช้า ส.ต.ท.คนดังกล่าวได้กลับเข้ามาที่ห้องพัก เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และมานอนข้างตน พร้อมทั้งถามว่าได้กินยาที่ให้แล้วหรือยัง ตนจึงตอบว่ากินแล้ว ส.ต.ท.เริ่มเข้ามาลวนลาม ด้วยความกลัวจึงร้องให้คนช่วย ส.ต.ท.ใช้ปากจูบตน ตนจึงกัดที่ริมฝีปาก ก่อนวิ่งหนีออกนอกห้อง มาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจห้องข้างเคียงช่วยเหลือ พร้อมแจ้งญาติพาตัวแจ้งให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและยาม
หลังจากรับแจ้งพนักงานสอบสวน จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปจับกุมตัวยามได้ที่โรงพยาบาลเกิดเหตุมาสอบปากคำ ส่วนส.ต.ท.พัฒน์นั้นตำรวจติดตามตัวยังไม่พบ ทราบเพียงว่าอยู่นอกพื้นที่ ส่วนเด็กหญิงบีทางพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวไปให้แพทย์ทำการพิสูจน์ร่องรอยของการล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งยาของกลางที่เด็กอ้างว่าได้รับมาจากส.ต.ท.ว่าเป็นยาอะไร ซึ่งคาดว่าผลการตรวจสอบจะทราบผลภายใน 5 วัน
ที่มา>>>ข่าวสด

เผยแช็ตมรณะ!! ปมทะเลาะ-ชนวนจุดจบผู้กองจิตอาสา สลดตายด้วยมือเพื่อนตร.

 หลังเกิดเหตุ จ่าตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปืนเดือด ยิงรองสารวัตรจราจร ที่ชาวบ้าน ให้ฉายาว่าผู้กองจิตอาสาดับอย่างโหดเหี้ยมคาโรงพัก ได้มีการแชร์แช็ตไลน์ในกรุ๊ปของตำรวจจราจรบ้านโป่ง พบว่าจ่าปืนโหด มีการแช็ตข้อความทะเลาะกันกับนายดาบ โดยใช้ถ้อยคำด่าทอกันไปมา  (ซ้าย-จ.ส.ต.ธีระพงษ์ โพธิ์ทอง จ่าปืนโหด ขวา-ร.ต.อ.สายัณห์ ชัยโชค ผู้กองจิตอาสา)

ก่อนจะนำไปสู่จุดจบของ ผู้กองจิตอาสา ที่เข้าไปพยายามจะระงับเหตุ หวั่นจะเกิดความรุนแรงบนโรงพัก ขณะที่มีประชาชนกำลังใช้บริการกันมากมาย แต่สุดท้าย กลายเป็นเหตุสุดสลด เมื่อ ร.ต.อ.สายัณห์ ชัยโชค รองสารวัตรจราจร สภ.บ้านโป่ง ต้องมาตายด้วยฝีมือเพื่อนตำรวจดังกล่าว 

ที่มา>>>ข่าวสด

เมล์มรณะ! ขาวคาดน้ำเงิน”บางบัวทอง-พระราม5″ ชนคนข้ามถนน โชเฟอร์อ้างมองไม่เห็น

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 13 ก.ค. พ.ต.ท.บุญเลิศ อาคมวัฒนะ พนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รับแจ้งมีเมล์โดยสารเฉี่ยวคนเดินข้ามถนนจนเสียชีวิต บนถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.โสนลอย ใกล้สำนักงานเทศเทศบาลเมืองบางบัวทอง รุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิร่วมกตัญญู พบศพนายธนากร สอนภักดี อายุ 40 ปี นอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศรีษะ เลือดนองพื้น หลังชันสูตรเบื้องต้นจึงนำศพส่งร.พ.ศูนย์ธรรมศาสตร์รังสิต เพื่อผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง ห่างออกไป 50 เมตร พบรถโดยสาร 6 ล้อ สีขาวคาดน้ำเงินวิ่งระหว่างบางบัวทอง-พระราม 5 เลขข้างรถ 1024-26 ทะเบียน 10-0999 กทม. จอดอยู่ โดยที่บริเวณกันชนด้านหน้าขวามีรอยยุบ มีนายอุทาน กฤษณะกาฬ อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49/1 ม.8 ต.ชอนสมบูรณ์ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี เป็นคนขับ  เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่โรงพัก

นายอุทาน  กล่าวว่า ขณะกำลังขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ แต่มองไม่เห็นผู้เสียชีวิต มารู้อีกทีก็ชนคนจนเสียชีวิตแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.บ้านโป่ง รวบ 4 นักศึกษา 1 นักข่าว ฐานมีเอกสารรณรงค์ประชามติ

จากกรณี วันที่ 16 มิ.ย.59 นายบริบูรณ์ เกรียงวรางกูล พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงจำนวน 23 คน ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าบ้านพักเลขที่  14/11 ซอยหลังนวกานต์แมนชั่น เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง เพื่อเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ พร้อมเผยแพร่ภาพผ่านเฟสบุ๊ค ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย.59 ได้มีประชาชนเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยมีกลุ่มเพื่อนคนเสื้อแดง และนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจจากนั้น เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.ศรายุทธ บุรีวชิระ รอง ผกก.สืบสวน สภ.บ้านโป่ง พร้อมกำลัง ได้เข้าควบคุมตัวกลุ่มนักศึกษาจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายปกรณ์ อารีกุล อายุ 27 ปี นายอนันต์ โลเกตุ อายุ 27 ปี และนายอนุชา รุ่งมรกต อายุ 25 ปี รวมไปถึงผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวประชาไท คือ นายทวีศักดิ์ เกิดโภคา อายุ 25 ปี พร้อมของกลางเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อเชฟโลเล็ต โคโรราโด้ หมายเลขทะเบียน 1 ฒฎ 4968 กรุงเทพ ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพัก ซึ่งภายในท้ายกระบะพบเอกสารใบปลิว สติกเกอร์ พิมพ์ข้อความโจมตีการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน  และข้อความคัดค้านการรับร่างรัฐธรรมนูญ “7 สิงหาร่วมกัน vote no ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” จำนวนมากโดยในเบื้องต้น ทางพนักงานสอบสวน ได้ตั้งข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรีในวันพรุ่งนี้เวลา 9.00 น.

จากนั้น เมื่อเวลา 19.00 น. นายบริบูรณ์ เกรียงวรางกูล พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เข้าเยี่ยมกลุ่มนักศึกษาพร้อมกับส่งข้าวส่งน้ำ และกล่าวให้กำลังใจ สู้เพื่อความถูกต้อง

ต่อมา เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ คือ นายภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ส่งพนักงานสอบสวนเพิ่มอีก 1 คน

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด! ผัวกลับมาบ้าน พบเมียผูกคอกับลูกบิดประตูดับ คาดเครียดป่วย

สลด! ผัวกลับมาบ้านพบเมียผูกคอกับลูกบิดประตูดับ ที่ห้องพักแห่งหนึ่ง จ.อุตรดิตถ์ คาดสาเหตุเครียดป่วย ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 26 พ.ค. ขณะที่ พ.ต.ต.รัชตะ สร้อยเพชร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุตรดิตถ์ กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพัก ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีคนผูกคอเสียชีวิตที่หอพักแห่งหนึ่ง ถ.สมานมิตร ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

หลังจากรับแจ้งแล้ว จึงรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อม พ.ต.อ.คิรี เกียรติสาร รอง ผบก. รักษาราชการแทน ผกก. พร้อมทั้งประสานกับสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ ร่วมกับ แพทย์หญิงปรมาภรณ์ เหลืองประเสริฐ แพทย์เวรโรงพยาบาลอุตรดิตถ์

ที่เกิดเหตุ เป็นห้องแถวสองชั้น ชั้นล่างห้องที่ 1 เจ้าหน้ากู้ภัยวัดหมอนไม้และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจช่วยกันดันประตูห้องให้เปิดเข้าไป พบว่ามีร่างของหญิงสาวสภาพศพสวมเสื้อยืดสีขาว สวมแต่กางเกงในสีชมพู มีผ้าผูกคอสีดำผูกติดกับลูกบิดประตูห้องข้างตัว มีซองยาลดไขมันและยาแก้ปวดของโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นของผู้ตายทราบชื่อภายหลัง น.ส.เขมพร สายยิ้ม อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 4 ต.ตลุกกลางทุ่ง อ.เมืองตาก จ.ตากจนท.เข้าตรวจหลักฐาน ที่เกิดเหตุ หญิงสาวผูกคอตายกับลูกบิดประตูห้อง

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบภายในกระเป๋าสตางค์ของผู้ตาย พบเงินสด 3,200 บาท สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 1 บาท เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปบันทึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน นายภูวดล อินจำนงค์ อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นสามีของผู้ตาย ให้การว่าผู้ตายมีอาชีพค้าขายอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ตอนนี้ผู้ตายป่วยต้องไปหาหมอรักษาที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์เป็นประจำ ช่วงเช้าวันเกิดเหตุตนเองให้ผู้ตายนอนพักผ่อนในห้องพัก ได้ซื้อข้าวและข้าวเหนียวมะม่วงมาให้ผู้ตายไว้กิน ส่วนตนเองได้ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าจนกระทั่งกลับมาที่ห้องพัก พยาบาลจะเปิดประตูเข้าไปแต่ก็เข้าไปไม่ได้ จึงได้ออกมาดูที่หน้าต่าง พบว่าผู้ตายได้ผูกคอกับลูกบิดประตูเสียชีวิตแล้ว

ที่มา>>>Thairath

หนุ่มโรงกลึง ที่ลำพูน สุดเฮง! ถูกรางวัลที่ 1 พร้อมรางวัลข้างเคียง

หนุ่มโรงกลึงที่ จ.ลำพูน สุดดวงดีถูกรางวัลที่1 รับเหนาะๆ 6ล้าน พร้อมถูกรางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1ด้วย เจ้าตัว เผยสุดดีใจ เตรียมแบ่งเงินไปใช้หนี้ ฝันปลูกบ้าน 1 หลัง และยังขอทำงานที่โรงกลึงเหมือนเดิม

เมื่อช่วงเย็น วันที่ 2 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ที่ สภ.เมืองลำพูน ได้มี นายทองสวรรค์ แสนพรม อายุ 30 ปี หนุ่มพนักงานโรงกลึง อยู่บ้านเลขที่ 31/4 หมู่ 7 ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เดินถือลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 และรางวัลใกล้เคียงมาขอลงบันทึกประจำวัน ท่ามกลางความสนใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ที่ทราบข่าว

จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่า นายทองสวรรค์ หนุ่มผู้โชคดี กล่าวอย่างดีใจว่า หลังทราบว่าถูกรางวัล ตนก็ได้บอกญาติให้ทราบ ทุกคนต่างดีใจที่ตนถูกรางวัลในครั้งนี้ และทุกคนได้แนะนำให้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่โรงพักก่อน สำหรับรางวัลในครั้งนี้ ได้ซื้อที่ตลาดจตุจักร อ.เมืองลำพูน โดยซื้อด้วยกันไม่ต่ำกว่า 6-7 ใบ ซึ่งหนึ่งในที่ซื้อ ถูกรางวัลที่ 1 และรางวัลใกล้เคียงอย่างละ 1 ใบ ซึ่งรู้สึกดีใจมากที่ถูกรางวัลในครั้งนี้ จะได้นำเงินที่ได้ไปใช้หนี้สินที่มีอยู่ ส่วนเงินที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง จะนำไปฝากไว้กับธนาคาร และคงจะเอาไว้ปลูกบ้านสัก 1 หลัง และจะทำงานตามปกติที่โรงกลึงแห่งนี้เช่นเดิม

ที่มา>>>Thairath

พบกระดูกมนุษย์ถูกไฟป่าเผาที่ภูกระดึง คาดเป็นตร.โรงพักบ้านแท่น

(ภาพจาก:กู้ภัยภูกระดึงพิทักษ์ชีพ จ.เลย)

พบโครงกระดูกมนุษย์เพศชาย ถูกไฟป่าเผาจนเกรียม บางส่วนถูกสัตว์ป่าแทะกิน ที่ลำห้วยแฮด ห่างจากด่านตรวจจุดที่ 2 ทางขึ้นภูกระดึงประมาณ 700 เมตร คาดเป็นดาบตำรวจโรงพักบ้านแท่น ที่หายตัวไป ประสานญาติตรวจดีเอ็นอี พิสูจน์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 เม.ย.59 พ.ต.ท.ชูเกียรติ ภูบ้านหม้อ สว.(สอบสวน) สภ.ภูกะดึง จ.เลย ได้รับแจ้งจาก จนท.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ว่าพบโครงกระดูกมนุษย์ถูกเผาที่ลำห้วยแฮด ห่างจากด่านตรวจจุดที่ 2 ทางขึ้นภูกระดึงประมาณ 700 เมตร ประสานไปยังแพทย์ รพ.ภูกระดึง กู้ภัยภูกระดึงพิทักษ์ชีพ ร่วมเดินทางไปที่เกิดเหตุ จนท.ต้องเดินเท้าลงไปในบริเวณลำห้วยแอดร่วม 1 ชม. พบโครงกระดูกมนุษย์สภาพนอนหงายกระจัดกระจายถูกไฟป่าเผาไหม้ พบเสื้อกันหนาว สีน้ำตาลที่ถูกไฟเผาแต่ไม่หมด

จาการตรวจสอบของแพทย์พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาย สูงประมาณ 170 ซม.โครงกระดูกถูกไฟป่าเผาไหม้เกรียม บางส่วนหายไปจากการถูกสัตว์ป่าแทะกินไป เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-5 เดือน จึงได้รวบรวมเศษโครงกระดูกนำมาตรวจสอบเบื้องต้นที่ รพ.ภูกระดึง จากเตรียมส่งต่อกองพิสูจน์หลักฐาน รพ.ศูนย์ขอนแก่น เพื่อพิสูจน์ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบ ทราบว่าเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีญาติตามหาตัวดาบตำรวจมังกร ผาลาด อายุ 55 ปี อดีตตำรวจ สภ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ เพราะหายตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 จนปัจจุบันยังไม่พบตัว และมีการแจ้งความคนหายไว้ ส่วนโครงกระดูกที่พบมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกัน ได้ประสานญาติดาบตำรวจมังกร มาดูและตรวจดีเอ็นเอ ว่าตรงกันหรือไม่.

ที่มา>>>Thairath