หัวอกแม่! ร่ำไห้วอนช่วยชีวิตลูกสาว ถูกหนุ่มลูกบิ๊กทหารอุ้มหายตัว 3 ปี ไม่มีใครกล้าแตะ

วันที่ 2 ส.ค. นางพัชรี ปั้นทอง (แม่น้องพลอย) และ เพื่อนสนิทของน้องพลอย ได้เดินทางไปเปิดใจในรายการ “โหนกระแส” ถึงประเด็น ลูกสาวถูกแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นลูกชายของนายทหารระดับบิ๊กอุ้มหายไป 3 ปี ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เพราะเส้นใหญ่คับฟ้า จนคุณแม่ต้องไปเรียกร้องความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี โดยมี “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นพิธีกร

พิธีกรเริ่มถามว่าวันนั้นเกิดเหตุอะไรขึ้น นางพัชรี ตอบว่า “3 ปีที่ผ่าน น้องทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง วันนั้นน้องมีประชุม และน้องบอกกำลังจะกลับบ้าน ปกติจะกินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน จนประมาณ 20.15 น. น้องยังไม่กลับ เลยส่งไลน์หาน้อง วันนั้นเป็นวันที่ 21 พ.ค. 2557 แม่ส่งไลน์ไป 3 ข้อความไม่อ่านเลย ก็เลยโทรศัพท์ไป 4 สาย สายที่ 4 ตัดทิ้งค่ะ หลังจากวันนั้นก็ไม่เห็นหน้าน้องอีกเลย ก่อนหน้านี้ลูกสาวไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้ กับแฟนคนนี้คบกัน 2-3 ปี แฟนเขาเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาก เวลาโทรมาหาน้องจะดุน้องมาก เคยมาทำร้ายถึงในบ้าน ทะเลาะกันก็มาขว้างโทรศัพท์น้อง”

พิธีกรถามคุณเอ (นามสมมุติ) เพื่อนสนิทกับพลอย ทราบปัญหาของเพื่อนบ้างหรือเปล่า เอ ตอบว่า “แฟนพลอยจะมีอารมณ์ขี้โมโหทำอะไรก็ต้องให้ได้ดั่งใจ ส่วนพลอยเป็นคนร่าเริงและเป็นคนที่รักแม่ หวงแม่ เวลาจะออกไปไหน จะซื้อของมาฝากตลอด มีอยู่วันหนึ่งเราได้ไปอ่านไลน์ของพลอย ซึ่งมีคำพูดที่ไม่สุภาพ ด่าพลอย ถ้าพลอยไปมีแฟนคนอื่นจะกรีดหน้าให้เสียโฉม”

พิธีหันมาถามนางพัชรี ผู้เป็นแม่ว่าทราบเรื่องนี้หรือเปล่า นางพัชรี ตอบว่า “ทราบค่ะ ตอนนั้นเขาเลิกกันแล้ว น้องพลอยมาเล่าให้ฟังว่า แฟนเขามีครอบครัวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเลิก และรับปากกับแม่ว่าจะเลิกยุ่งเด็ดขาด หลังจากนั้นน้องก็มีคนมาคบหาใหม่ พอผู้ชายคนนี้รู้เขาก็ขับรถกันมาขอน้องแต่งงานทั้งๆ ที่เขามีครอบครัวอยู่แล้ว คือตอนที่เขาขับรถมาแม่ก็ไม่รู้ว่าเขามาขอแต่งงาน เพราะว่าแม่ทำงานอยู่ เขาบอกจะหมั้นไว้ก่อนแสนนึง แต่มีข้อแม้ว่าจะเอาน้องไป แม่เลยบอกว่าขอถามน้องก่อน แม่ก็เลยโทรศัพท์ไป น้องก็บอกว่าไม่เอาแล้วนะ น้องเล่าให้ฟังว่าเขาไปดักทำร้าย”

ทำไมแม่คิดว่าผู้ชายคนนี้อุ้มน้องหายไปเมื่อ 3 ปีก่อน นางพัชรี ตอบว่า “เขาจำนนด้วยหลักฐานหลายอย่าง หนึ่งกล้องวงจรปิด เป็นรถเก๋งสีของเขา และมีคนเห็นรถเก๋งคันนี้จอดอยู่แล้วผู้ชายใส่ชุดทหาร แล้วแม่ก็ไปขอความช่วยเหลือคน คนหนึ่งเขาเจาะข้อมูลให้ เขาบอกว่าน้องหายไปกับคนที่ใช้โทรศัพท์เบอร์นี้ และไปจอดที่ปั๊ม 19.15 น. เหตุการณ์ชี้ชัด”

ผู้ชายคนที่ว่าอุ้มน้องไปเมื่อ 3 ปีก่อนยังเจออยู่ไหม นางพัชรี เผยว่า “วันแรกที่เกิดเรื่อง รุ่งเช้าเขาโทรมาหาแม่ บอกว่าได้ข่าวว่าน้องหายไป เราก็ถามไปว่าเอาน้องไปมั้ย เขาบอกผมไม่เอาหรอก มาขอแม่ แม่ก็ไม่ให้ เขาตอบแบบนี้ ประมาณอีก 5-6 วัน เขาก็โทรมาว่ารู้เรื่องน้องพลอยหรือยัง เจอยัง แล้วจากนี้แม่จะทำยังไงต่อ แม่ก็บอกต้องแจ้งความ ก็เลยถามเขาว่าถามจริงๆ ตอบแบบลูกผู้ชายนะเอาน้องไปมั้ย เขาก็บอกว่าไม่ได้เอาไป เราก็ถามว่าแน่ใจนะ เขาบอกว่าแน่ใจ และบอกว่าไม่รู้สินะ แล้วก็ตัดสายทิ้งไป หลังจากนั้นก็ไม่เจอเลย”

พีธีกรถามต่อว่า แม่คิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ไหม นางพัชรี ตอบว่า “3 ปีที่รอ แม่ต้องสู้กับเวลาและความอดทน ลูกต้องอยู่สิค่ะ แม่ต้องอดทนทั้งกระแสทั้งบวกและลบ รอลูก ลูกต้องกลับมากินข้าวด้วยกัน แม่ส่งข้อความหาลูกทุกวัน ส่งมา 3 ปี ส่งไปเบอร์มือถือน้อง แต่ติดต่อน้องไม่ได้ อยากให้มีอะไรมาดลบันดาลให้น้องมาเปิดอ่าน น้องจะได้รู้ว่าแม่รอเขาอยู่ น้องต้องอยู่ค่ะ เราต้องกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน เราเคยไปเที่ยวด้วยนะ”

ติดตามชมการเปิดใจแบบหมดเปลือก ได้ในรายการ “โหนกระแส” วันนี้ 20.30-21.00 น. ช่อง 28

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

แม่สุดช็อก!! สายแล้วลูกสาวยังไม่ไปทำงาน เดินไปหาที่บ้าน-มองลอดประตู เห็นศพลอย

เมื่อเวลา 08.30 น วันที่ 11 ม.ค. พ.ต.ท.วิริยะ คิดบา สารวัตรเวร สภ.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ว่ามีคนผูกคอเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน หมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้ง จึงไปตรวจสอบ พร้อมแพทย์เวร โรงพยาบาลทัพทันและกู้ภัยอุทัยธานี

บริเวณบ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดกับถนนสายตลุกดู่–หนองฉาง มีชาวบ้านและครูของโรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติ (อุทิศพิทยาคาร) ต่างมายืนมุงดูด้วยความเศร้าสลด บริเวณกลางบ้าน พบศพหญิงสวมชุดนอน ใช้เชือกไนล่อนสีเขียว ผูกคอโยงกับจั่วไม้แปรหลังคาบ้าน เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ทราบชื่อผู้ตาย คือ น.ส.เหมรดี  อายุ 46 ปี อยู่หมู่ 1 บ้านหนองนกยูง ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นครูชำนาญการโรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้ตายได้ใช้เก้าอี้ปีนขึ้นไปแล้วใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกติดกับจั่วไม้หลังคาบ้านและผูกคอตัวเอง หลังจากนั้นผู้ตายได้ถีบเก้าอี้ให้ล้มลง ทำให้ร่างห้อยลงมา เชือกรัดคอเสียชีวิตดังกล่าว ตรวจสอบภายในที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด พบเพียงผู้ตายได้เขียนข้อความไว้ด้านหลังปฏิทิน บอกกับน้องสาวว่า “มาถึงแล้วช่วยดูแลแม่ จัดการด้วยนะคะ ขอบคุณมากคะ อย่าเพิ่งเข้าห้องจุ๋มนะคะ รอจิ๊กก่อน กุญแจรถอยู่ตรงนี้ กุญแจห้องอยู่ในตู้ และพวงกุญแจที่ประตูเหล็ก” เจ้าหน้าที่จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานจากการสอบถามนางอารี อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นแม่ของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็นครู และตนเองได้ยกบ้านให้ผู้ตายอยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งผู้ตายก็อยู่คนเดียว ส่วนตนเองก็อยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งผู้ตายจะกินยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ และยังมีเนื้องอกในท้อง ถ้าไม่ได้กินยาผู้ตายจะเครียดและเจ็บปวด ซึ่งผู้ตายไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน แต่จะเครียดกับการเป็นโรคส่วนตัวเท่านั้นในวันที่เกิดเหตุ ปกติผู้ตายจะตื่นก่อนตนเองเป็นประจำ และไปโรงเรียน ก็จะมาเรียกตนเองทุกเช้า แต่วันนี้ในช่วงเช้าตนเองได้ยินเสียงผู้ตายได้ถอยรถเก๋ง ออกมาจากบ้าน มาจอดไว้หน้าบ้าน และได้ยินเสียงปิดประตูเล็ก หลังจากนั้นช่วงสาย ตนเองก็ออกจากบ้าน เปิดประตูมาก็ยังเห็นรถผู้ตายจอดอยู่ จึงเดินไปดูที่บ้าน และมองผ่านประตูเหล็กไปยังในบ้าน ก็ต้องตกใจอย่างมาก เมื่อเห็นลูกสาวผูกคอ ร่างลอยจากพื้น จึงได้เรียกเพื่อนบ้าน ที่ผ่านไปมาให้มาช่วย และแจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านที่เป็นหลานสาวให้มาดู แต่ผู้ตายก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงให้หลานโทรศัพท์แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว

ด้านนายสมศักดิ์ หนองคาย รอง ผอ.โรงเรียนวัดหนองขุนชาติ กล่าวว่า ผู้ตายมักจะพูดคุยกับตนเองเป็นประจำ และบ่นว่าคิดถึงน้องสาว และคุยกันทางไลน์กับน้องเป็นประจำ และบ่นว่าจะไปหาหมอ ตนเองก็ถามว่าเป็นอะไร ผู้ตายก็บอกว่าเป็นเนื้องอกในท้อง ซึ่งผู้ตายเครียดเรื่องโรคส่วนตัว ส่วนเรื่องงานผู้ตายไม่มีปัญหาอะไร ถือเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของครู และเพื่อนๆมาก

ที่มา>>>ข่าวสด

สติ๊กเกอร์”พ่อพรหม”ให้โชค รตอ.ถูกรางวัลที่1รวย6ล้าน ซื้อแผงเดียวกับแม่ค้ารวย24ล้าน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี และแม่ค้าขายน้ำพริกในตลาดวิเชียรบุรี อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 ต.ค.2559 ได้รับเงินรางวัลรวมทั้งสองคน 30 ล้าน จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่านายตำรวจที่โชคดีคือ ร.ต.อ.ดำรงพล ศิริรัตน์โสภา อายุ 42 ปี รองสว.สส.สภ.วิเชียรบุรี โดยร.ต.อ.ดำรงพลกำลังพาครอบครัวมาเปลี่ยนยางรถยนต์เพื่อเตรียมที่จะเดินสายทำบุญไหว้พระ

ร.ต.อ.ดำรงพลกล่าวว่า เมื่อหลายเดือนก่อนตนได้รับสติ๊กเกอร์ติดหน้ารถรูปหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค จึงได้นำมาติดกระจกหน้ารถไว้ และก่อนวันหวยออกไม่กี่วัน ขณะที่ตนกำลังขับรถอยู่นั้นได้มองไปที่สติ๊กเกอร์ได้มองเห็นตัวเลข 102 จึงคิดว่าหลวงพ่อท่านให้โชค จึงไปหาซื้อล็อตเตอรี่ที่ลงท้ายด้วย 102 หาจนทั่วตลาดก็ไม่ได้ ตนจึงอธิฐานว่าหากหลวงพ่อจะให้โชคก็ขอให้หาซื้อได้

 “กระทั่งมาร้านสุดท้ายเหลือเพียง 1 คู่คือหมายเลข 877102 ซึ่งเลขชุดนี้มี 5 คู่ ส่วนอีก 4 คู่ได้มีแม่ค้าน้ำพริกในตลาดซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว ตนจึงซื้อและใส่กระเป๋าตังค์เก็บไว้ กระทั่งวันหวยออกก็ไม่ได้ใส่ใจ พอช่วงเย็นเพื่อนได้ส่งไลน์มาให้ดูตนเห็นว่ามีเลขที่ลงท้ายด้วย 102 ตนจึงนำออกมาตรวจก็พบว่าถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 6 ล้าน จึงนำข่าวดีไปบอกครอบครัวและได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.วิเชียรบุรี

ร.ต.อ.ดำรงพลกล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดเลยและได้ขับรถผ่านพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นพระธาตุที่ชาวจังหวัดเลยให้ความเคารพเป็นอย่างมากและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ จึงพาเข้าไปสักการะพร้อมกับอธิฐานว่าภายใน 3 เดือนนี้ขอให้มีโชคซึ่งซึ่งมีโชคดังคำอธิฐานก็จะนำต้นผึ้งไปถวาย ซึ่งก็ปรากฏว่ายังไม่ถึงเดือนตนก็มาโชคดีถูกรางวัลที่ 1 ดังกล่าว วันนี้จึงได้นำรถมาตรวจเช็คสภาพและเปลี่ยนยางใหม่เพื่อเตรียมพาครอบครัวเดินทางแก้บนและทำบุญตามที่ได้อธิฐานไว้

ด้านแม่ค้าขายน้ำพริกที่โชคดีถูกรางวัลที่ 1 ถึง 4 คู่เป็นเงิน 24 ล้าน ทราบแต่เพียงชื่อว่านางอุไร อายุประมาณ 45 ปี สามีชื่อนายแว่น ไม่ทราบนามสกุล มีอาชีพขายแกงถุงและน้ำพริกอยู่ในตลาดอำเภอวิเชียรบุรี โดยขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านปรากฎว่าบ้านปิดไม่มีใครอยู่บ้าน สอบถามจากเพื่อนบ้านทราบว่าได้มีรถเก๋งสีขาวไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียนมารับไปตั้งแต่เช้า คาดว่าจะเป็นญาติมารับตัวไปที่กรุงเทพฯ

แม่ค้ารายหนึ่ง ซึ่งขายของอยู่ใกล้กัน เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า นางอุไรขายน้ำพริกและแกงถุงมีลูกค้าประจำจำนวนมาก เพราะทำอร่อย อีกทั้งมีนิสัยชอบทำบุญหากวัดไหนมีงานก็จะนำอาหาร ผลไม้ ไปออกโรงทางเป็นประจำและคัดเลือกแต่อาหารและสิ่งของดีๆ ไปทำบุญ ทั้งๆตัวนางอุไรและนายแว่นฐานะไม่ได้ถึงขั้นร่ำรวย ในวันหวยออกเมื่อนางอุไรได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลตามที่หมอนัดก่อนที่หวยจะออก ไม่ได้เป็นลมเพราะถูกหวยแต่อย่างใด และหลังจากหวยออกนางอุไรก็ไม่ได้ประกาศตัวว่าถูกรางวัลที่ 1 แต่อย่างใดยังคงทำตัวปกติ แต่วันนี้ไม่ได้ออกมาขายแกงและน้ำพริกเหมือนเช่นเคย ทราบข่าวแต่เพียงว่าญาติที่อยู่กรุงเทพฯมารับตัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

หึงเมียมัวแต่เล่นเฟซ-แชทไลน์ หนุ่มใหญ่จับเมียแก้ผ้าแล้วเอาหัวโขกพื้นที่ขาดใจตายสยอง

เมื่อเวลา 11.30. วันที่ 11 ก.ย. ร.ต.อ.สุพงษ์ ทองสง่า รองสว.สส.สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุมีทำร้ายร่างกายกันที่ร้านจำหน่ายดอกไม้ชื่อ”ต้นนุ่นฟลาวเวอร์” ตั้งอยู่เลขที่ 118 ถนนปรมินทรมรรคา เขตเทศบาลเมืองชุมพร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพร  ที่เกิดเหตุพบเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านธุรกิจกลางเมืองชุมพร เปิดเป็นร้านจำหน่ายดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง และรับจัดทำนอกสถานที่ตามงานพิธีต่างๆ ภายในร้ายพบสิ่งของกระจัดกระจายไปทั่ว เมื่อขึ้นไปตรวจสอบชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องนอน พบว่าประตูปิดล็อก เจ้าหน้าที่จึงพังประตูเข้าไป พบนายกิตติ เยาว์ยัง อายุ 53 ปี นั่งอยู่ในห้องในสภาพมือเปื้อนเลือด และพบศพนางสุวรรณี แซ่เอี๊ยะ หรือเจ๊คิ้ม อายุ 53 ปี มีผ้าห่มปิดคลุมร่าง  เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดดูถึงกับผงะ เพราะศพอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่บนพื้นมีเลือดไหลนอง จากการชันสูตรที่ใบหน้ามีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะ ฟันหักหลายซี่ คล้ายถูกจับกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง ตามลำตัวมีรอยเขียวช้ำหลายจุด เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งไปชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายกิตติ สามีของเจ๊คิ้มผู้ตาย ให้การว่า สาเหตุมาจากความหึงหวง เนื่องจากที่ผ่านมา ได้พบเห็นนางสุวรรณี ภรรยาชอบเล่นเฟซบุ๊คและเล่นไลน์คุยกับลูกค้าอยู่เป็นประจำจนเกิดความระแวงสงสัยทำให้มีปากเสียงทะเลาะกันมาแล้วหลายครั้ง ก่อนเกิดเหตุภรรยาได้ออกไปทำธุระนอกบ้านตั้งแต่เช้า แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งบอกว่าจะเอาชุดดอกไม้ไปส่งให้แก่ลูกค้า

“ผมสอบถามจนเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณชั้นล่าง โดยผมลากเมียขึ้นไปในห้องนอนที่ชั้น 2 และจับแก้ผ้าจนล่อนจ้อนแล้วเอาศีรษะโขกกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงหลายครั้งจนเสียชีวิตดังกล่าว”นายกิตติให้การ

ที่มา>>>ข่าวสด

เผยแช็ตมรณะ!! ปมทะเลาะ-ชนวนจุดจบผู้กองจิตอาสา สลดตายด้วยมือเพื่อนตร.

 หลังเกิดเหตุ จ่าตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปืนเดือด ยิงรองสารวัตรจราจร ที่ชาวบ้าน ให้ฉายาว่าผู้กองจิตอาสาดับอย่างโหดเหี้ยมคาโรงพัก ได้มีการแชร์แช็ตไลน์ในกรุ๊ปของตำรวจจราจรบ้านโป่ง พบว่าจ่าปืนโหด มีการแช็ตข้อความทะเลาะกันกับนายดาบ โดยใช้ถ้อยคำด่าทอกันไปมา  (ซ้าย-จ.ส.ต.ธีระพงษ์ โพธิ์ทอง จ่าปืนโหด ขวา-ร.ต.อ.สายัณห์ ชัยโชค ผู้กองจิตอาสา)

ก่อนจะนำไปสู่จุดจบของ ผู้กองจิตอาสา ที่เข้าไปพยายามจะระงับเหตุ หวั่นจะเกิดความรุนแรงบนโรงพัก ขณะที่มีประชาชนกำลังใช้บริการกันมากมาย แต่สุดท้าย กลายเป็นเหตุสุดสลด เมื่อ ร.ต.อ.สายัณห์ ชัยโชค รองสารวัตรจราจร สภ.บ้านโป่ง ต้องมาตายด้วยฝีมือเพื่อนตำรวจดังกล่าว 

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสลด!หนุ่มง้อเมียไม่สำเร็จบีบคอดับคาที่นอน คว้าปืนจ่อยิงตัวตายตาม ทิ้งลูกน้อยเป็นเด็กกำพร้า

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พ.ต.อ.นิวัติ มาตะราช ผกก.สภ.ด่านช้าง ร.ต.อ.อนิวัตร สุบงกช พนักงานสอบสวนสภ.ด่านช้าง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภจว.สุพรรณบุรี แพทย์เวรโรงพยาบาลด่านช้าง และ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิเสมอกันสุพรรณบุรี ได้รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ภายในบ้านแห่งหนึ่งใน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี โดยที่เกิดเหตุ พบศพชาย หญิง สภาพนอนหงายเสียชีวิตอยู่บนที่นอนภายในห้อง ทราบชื่อต่อมาคือนายธานินทร์ อินทร์กุล ชาวอ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี อายุ 31 ปี และน.ส.อรนุช กาฬภักดี อายุ 29 ปี ชาวอ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน โดยในที่เกิดเหตุพบปืนปากกา 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุนปืน หล่นอยู่ข้างตัว เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้ตรวจสอบ ด้าน พ.ต.อ.นิวัติ มาตะราช ผกก.สภ.ด่านช้าง กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามจากญาติผู้เสียชีวิตและตรวจสอบในที่เกิดพบว่า ฝ่ายชายมีอาชีพเป็นผู้รับจ้างทั่วไป  และทำงานอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนฝ่ายหญิงก็ทำงานรับจ้างทั่วไป อาศัยอยู่ที่บ้านของตนเองมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโต อายุ 8 ขวบ คนเล็กอายุ 4 ขวบ ซึ่งฝ่ายชายนั้นเป็นคนอารมณ์ร้อน  และเป็นคนขี้หึง ประกอบกับภรรยามีรูปร่างหน้าตาดี

ที่ผ่านมาจึงคอยห้ามไม่ให้ฝ่ายหญิงเล่นโทรศัพท์ ทั้งเล่นเฟซบุ๊กหรือแชทไลน์ เนื่องจากหึงหวง จึงทำให้ทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ และเลิกรากันมาแล้วหลายรอบ จนล่าสุดวันนี้ฝ่ายชายได้เดินทางกลับมาบ้าน และคงจะมาของ้อคืนดีภรรยา แต่ไม่สำเร็จ จึงเกิดมีปากเสียงทะเลาะกัน จึงคาดว่าฝ่ายชายน่าจะลงมือก่อเหตุทำร้ายฝ่ายหญิงและบีบคอจนเสียชีวิต เนื่องจากพบว่าบริเวณรอบลำคอของฝ่ายหญิงมีรอยเขียวช้ำ จากนั้นฝ่ายชายก็คงใช้ปืนปากกายิงตัวเองตายตาม นอนเสียชีวิตอยู่ข้างศพภรรยา ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติพี่น้อง ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำศพทั้งคู่ส่งพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช เพื่อตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด